:: กลับไปหน้าแรกของ บทความจากสมาชิก ::

100 ปีโรงเรียนนายเรือ...ปฏิรูปเพื่อกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

100 ปีโรงเรียนนายเรือ...ปฏิรูปเพื่อกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง


บทความโดย ร.ต. ทวิช จิตรสมบูรณ์ รน.

กองทัพเรือเคยก้าวหน้าและยิ่งใหญ่มาแต่อดีต เป็นกำลังสำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคม สำหรับโรงเรียนนายเรือนั้นน่าจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ก่อนแต่ที่สถาบันอื่นทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนยังเป็นแค่ รร.ฝึกเยาวชน (แล้วพัฒนาการมาเป็นสถาบันอุดมศึกษาในภายหลัง) เพราะ รร.นร. เริ่มเปิดสอนก็รับนักเรียนที่จบ “ม ๘ “ ทันที (ม ๘ สมัยโน้น เทียบเท่ากับ ม ๖ สมัยนี้ คือ สมัยโน้นเรียน ประถม ๔ ปี และ มัธยมอีก ๘ ปี จึงเรียกว่า ม ๘ ) ทั้งนี้เพราะการเป็นทหารเรือที่ดีได้นั้นไม่ใช่เพียงแค่ใช้ปืนเป็น ยิ่งแม่น และเหี้ยมหาญก็พอแล้ว แต่ต้องมีการคำนวณ ตรีโกณมิติ วัดแดด ดาว เพื่อนำเรือได้ด้วย ส่วนการกลจักรนั้นเล่าก็ต้องเรียนรู้วิทยาการด้านวิศวกรรมศาสตร์มากมายก่อนที่จะทำงานได้มีประสิทธิภาพ

ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงให้ความสำคัญกับกิจกรรมทหารเรือและรร.นายเรือเป็นอย่างมาก ถึงกับทรงเสด็จมาเปิดรร. อย่างเป็นทางการด้วยพระองค์เอง (ทั้งที่ รร. นายเรือได้ถูกเปิดสอนมาก่อนหน้านี้แล้วเป็นเวลา 11 ปี เช่น บนเรือหลวงมูรธาฯ) การตั้งรร.นายเรือ ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทยนั้นคงจะทรงประสงค์โดยอ้อมเพื่อแสดงให้ชาติมหาอำนาจในขณะนั้นเห็นว่า ประเทศไทยเราก็มีความทันสมัยด้านการทหารเรือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความเป็นอารยะของประเทศในสมัยโน้น พวกเราชาวเรือควรภูมิใจให้มากว่าเราได้มีส่วนในการปกป้องอธิปไตยของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือการสู้รบทางยุทธนาวีดังที่ประจักษ์ ส่วนทางอ้อมคือการประกาศตัวตนแสดงให้เห็นว่าประเทศเรามีความทันสมัยและแสนยานุภาพด้านการทหารเรือที่น่าเกรงขามในระดับหนึ่ง เป็นการปฏิบัติการทางจิตวิทยาว่า “ถ้าสูจะมาบุกรุกกันก็คงไม่สะดวกอย่างที่คิดหรอกนะ สูเจ้าเองก็จะต้องพลีเลือดเนื้อและชีวิตพอสมควรทีเดียว เพราะเรามีรร.นายเรือแล้วนะ”

สำหรับนายทหารเรือในยุคแรกและยุคกลางดูเหมือนว่าเป็นนายทหารที่มีหัวก้าวหน้าทางการเมือง มีจิตใจเสรีประชาธิปไตย จนกลายเป็นกองทัพที่ค้ำจุนกิจการประชาธิปไตยของนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังจะเห็นได้ว่านายทหารประจำตัวนายปรีดีก็เป็นทหารเรือทั้งสิ้น จวบจนถึงวาระสุดท้ายทางการเมืองของนายปรีดีก็ร่วมก่อการยึดอำนาจรัฐกับทหารเรือ โดยมีพลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ เป็นแกนนำ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ล้มเหลวจึงกลายเป็น “กบฏ” ในที่สุด (ถ้าจำไม่ผิดเรียกกันว่า “กบฏวังหลัง”)

ในขณะกุมอำนาจบริหารประเทศ แม้ในระยะอันสั้น แต่นายปรีดีก็ดูเหมือนว่าได้มอบให้ทหารเรือเป็นแกนนำในการสร้างรากฐานอุตสาหกรรมให้แก่ประเทศไทย เช่นการจัดตั้ง องค์การอาหารสำเร็จรูป แบตเตอรี่ เชื้อเพลิง ไม้อัด โรงงานแก้ว กระดาษ เป็นต้น ถือได้ว่านายปรีดีเป็นผู้บริหารประเทศเพียงคนเดียวที่มีวิสัยทัศน์ด้านอุตสาหกรรมแบบไทยทำไทยใช้ไทยเจริญ ซึ่งแม้จนทุกวันนี้ยังขาดวิสัยทัศน์อันสำคัญยิ่งนี้ ทำกันง่ายๆแต่เพียงแบมือขอให้ต่างชาติมาลงทุน นี่หากว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคนั้นพลิกผันจนนายปรีดีผู้มีทั้งวิสัยทัศน์และคุณธรรมได้กุมอำนาจบริหารประเทศในช่วงนั้นเป็นเวลานานป่านนี้ประเทศไทยเราอาจพัฒนาเทียมบ่าไหล่ญี่ปุ่นแล้วก็เป็นได้ โดยมีทหารเรือเป็นแกนนำในการปฏิบัติ อย่าลืมด้วยว่าประเทศพัฒนาแล้วทุกวันนี้ล้วนแต่พัฒนามาได้ด้วยการทหารเป็นแกนนำทั้งสิ้น กิจการทหารเรือในยุคก่อนถือว่ามีความสำคัญจนกระทั่งได้รับการยกระดับขึ้นเป็นกระทรวงทหารเรือ

นับแต่ปฏิบัติการยึดอำนาจรัฐที่ไม่สำเร็จของพลเรือตรีทหาร และ ท้ายสุดปฏิบัติการแมนฮัตตัน ของนายทหารเรือชั้นผู้น้อย บทบาทของทหารเรือที่ค้ำจุนประชาธิปไตยก็ถูกลดทอนลงเป็นลำดับ ส่งผลให้การเมืองไทยขาดการถ่วงดุล ทำให้ทหารบกมีอำนาจมากขึ้นและกุมอำนาจการเมืองแบบเผด็จการเป็นเวลายาวนานถึงประมาณ 25 ปี (จอมพลแปลก จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม) ช่วงนี้นับเป็นช่วงสะดุดของการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะด้านการเมือง เราถูกครอบงำโดยสหรัฐอเมริกาในทุกด้าน ไม่สามารถคิดเองทำเองในสิ่งใดได้เลย รวมทั้งต้องเป็นฐานทัพและเข้าร่วมรบในสงครามเวียตนามกับมหามิตรนี้ด้วย (ไนท์คลับ บาร์ อาบอบนวด ก็เกิดขึ้นและเบ่งบานในช่วงนั้น เพื่อรองรับการ rest and relaxation ของเหล่าทหารผู้มีเงินสกุลดอลเต็มกระเป๋า จนแพร่สะพัดอยู่เป็นเสนียดแก่สังคมไทยจนทุกวันนี้) ผู้เขียนเชื่อว่าหากนายปรีดียังคงกุมอำนาจรัฐอยู่ในช่วงนั้น ประเทศเราจักไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างเช่นนั้นแน่นอน และเชื่อว่าสังคมไทยวันนี้จะต้องดีกว่าปัจจุบันนี้แน่นอน อนิจจา...ทหารเรือเรา ถ้าจะเข้มแข็งกว่านั้นสักนิดอาจช่วยประเทศได้มากอักโขทีเดียว

ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองที่โหมกระหน่ำซ้ำเติมกิจการทหารเรือ แม้กระนั้นโรงเรียนนายเรือก็ยังอาจถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีวิชาการแข็งที่สุดในประเทศ แม้กระทั่งพศ. 2515 ที่ผู้เขียนเข้ามาศึกษาในรร.นายเรือ ก็เชื่อว่าวิชายังแข็งที่สุดในบรรดารร.ทหารด้วยกัน (ณ จุดนั้นเลิกเอ่ยถึงสถาบันพลเรือนได้แล้วเพราะเขาไปไกลลิบแล้ว) แต่ ณ บัดนี้ อนิจจา ดูเหมือนว่าระดับวิชาการของรร.นายเรือได้ถดถอยจนน่าตกใจ เพราะในขณะที่รร.เหล่าอื่นๆเขามีผลงานวิจัยและวิชาการออกมาสู่ตลาดวิชาการระดับประเทศอย่างสม่ำเสมอ จนมีการเปิดการศึกษาระดับปริญญาโทร่วมกับมหาวิทยาลัยพลเรือน แต่รร.นายเรือของเรากลับกบดานนิ่งเงียบข้างโขดหิดภายใต้ทะเลเมื่อยามสงบลม.....ตื่นเถิดชาวเรือ ถึงเวลาเรากลับมาเป็นกลไกสำคัญในเวทีประเทศไทยได้อีกครั้งแล้ว

การจะฟื้นฟูการทัพเรือและโรงเรียนนายเรือให้รุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่งได้นั้น เราต้องเข้าใจรากเดิมของเรา ผู้เขียนเสนอว่าในอดีตเรามีจิตวิญญาณประชาธิปไตยสูงมาก จนร่วมหัวจมท้ายกับท่านปรีดีมาตลอด เราจะต้องรื้อฟื้นและสืบทอดจิตวิญญาณนั้นขึ้นมาให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนกองทัพเรือไปสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ทุกวันนี้เราสยบยอมรับซับซึมเอาจิตวิญญาณเผด็จการเข้ามามากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจิตวิญญาณนี้ไม่สอดคล้องและเข้ากันไม่ได้กับนิสัยเดิมแท้ของเรา จึงบั่นทอนความเจริญของเราลงเรื่อยๆ

ด้วยข้อมูล แนวคิด วิสัยทัศน์และความรักบริสุทธิ์ต่อโรงเรียนนายเรือและกองทัพเรือ ผู้เขียนใคร่ขอเสนอความเห็นในการปฏิรูปรื้อฟื้น กองทัพเรือ และ รร. นายเรือ ดังนี้

1. นำระบอบประชาธิปไตยกลับมาใช้ในการบริหารกองทัพเรือทุกระดับจนถึงระดับกรม และ กอง

2. ในระดับกองทัพเรือ ให้มีสภากองทัพเรือสองสภา คือ สภานิติบัญญัติ และสภานโยบาย

3. สภานิติบัญญัติกองทัพเรือ มีสมาชิกคือ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือทั้งหมด ทำหน้าที่ออกข้อบังคับ กฎ ระเบียบกองทัพเรือทั้งหมด จะทำให้ได้ผลหลายต่อ คือ หางานให้ผู้ทรงฯทำ ให้คิดค้น วิจัย หาข้อมูล เพื่อมาบัญญัติกฎต่างๆเพื่อสร้างความเจริญให้กองทัพ ผู้ทรงฯจะได้ทำงานที่มีศักดิ์ศรี มีผลกระทบระยะยาวต่อกองทัพ มีความภูมิใจในตนเอง และใครได้เป็นประธานสภาก็จะมีอำนาจมากทีเดียว เพราะอาจตราข้อบังคับสำคัญในการสรรหา ผบ.ทร. ต่อไปก็เป็นได้ การแบ่งหน่วยงานให้เลียนแบบรัฐสภา คือมีกรรมาธิการฝ่ายต่างๆ มีประธานกรรมาธิการ เพื่อศึกษาประเด็นต่างๆเป็นการเฉพาะ

4. สภานโยบายให้ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ เพื่อศึกษาหาข้อมูลในการวางนโยบายให้กองทัพเรือ ซึ่งผบ. ทร. ต้องน้อมรับเอาไปปฏิบัติ ให้มีคณะกรรมาธิการฝ่ายต่างๆ ศึกษาประเด็นเฉพาะด้วย

5. การคัดสรร ผบ. ทร. ให้สภานิติบัญญัติ อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง แล้วลงคะแนนเสนอชื่อ 3 ชื่อ ต่อ สภานโยบายเพื่อคัดให้เหลือเพียง 1 ชื่อ เพื่อเสนอกระทรวงกลาโหมเป็นผบ. ทร ต่อไป วิธีนี้เป็นประชาธิปไตย จะทำให้ได้คนดีคนเก่งที่สุดมาเป็นผบ.ทร. ปลอดการเมือง จะสร้างความเจริญให้ ทร. ได้ต่อไปอย่างดีที่สุด

6. จากนั้นผบ. ทร. เสนอชื่อผบ. ระดับกองเรือ (หรือเทียบเท่า) เสนอสภานโยบายเพื่อรับรอง ถ้าไม่รับรอง ต้องเสนอชื่อใหม่ วิธีนี้ก็จะช่วยให้ได้คนเก่งคนดีที่เป็นที่ยอมรับขึ้นเป็นผบ.กองเรือ กรมอู่ ฯลฯ สร้างความเจริญให้ทร.ได้อย่างดีตามระบบประชาธิปไตย รวมทั้งจัดให้มีสภาหน่วยงานระดับ กองเรือ หรือ เทียบเท่า เพื่อช่วยผบ.กองเรือ กลั่นกรองแผนงาน

7. ต้องยกเลิกระบบพรรค นาวิน กลิน นาวิกโยธิน เพราะระบบนี้บั่นทอนความก้าวหน้าทร.มานานแล้ว สร้างความแตกแยก บั่นทอนขวัญกำลังใจในการทำงาน ในขณะเดียวกันควรถือโอกาสสร้างบันไดอาชีพให้กับนายทหาร 4 สาย โดยอาจกระทำแบบบูรณาการดังนี้

1. นายทหารรบบนเรือ (จบ รร. นร. ไม่แยกนาวิน กลิน) คุมนโยบายการบริหารกองทัพ

2. นายทหารรบชายฝั่ง (จบ. รร. นร. ) คุมกิจการนาวิกโยธิน

3. นายทหารช่วยรบ (จบ มหาวิทยาลัย) คุมด้านวิชาการเช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การสอนในรร.นายเรือ รร.จ่า การเงิน การคลัง

4. นายทหารปฏิบัติการรบ (จบ รร. จ่า) คุมการปฏิบัติงาน โดยทุกสายสามารถขึ้นเป็นใหญ่ในสายของตนได้อย่างมีศักดิ์ศรีเต็มภาคภูมิ

8. สลายเขตแดนระหว่างพรรคนาวินและกลินลง โดยอาจใช้วิธีการดังนี้คือ

1. ในโรงเรียนนายเรือมีการเรียนเพียงสองเหล่า แยกตอนจบปี2 คือเหล่าวิศวกรรมเรือ กับเหล่าวิศวกรรมโยธาทหารเรือ (นาวิกโยธิน) เหล่าแรกเรียนวิศวกรรมแบบเป็ด (แต่เป็นเป็ดป่าที่บินเก่งกว่านกธรรมดา และดำน้ำเก่งกว่าปลา) เกี่ยวกับการเรือในด้านตัวเรือ เครื่องจักรกล ไฟฟ้า การควบคุมอัตโนมัติ โดยมีวิชาสอดแทรกเสรี คือ การเดินเรือ การอาวุธ เมื่อจบ 4 ปีแล้วให้ติดยศเรือตรี และบังคับให้เรียนปริญญาโทต่ออีก 2 ปี ครอบคลุมวิชาการด้านต่างๆในเชิงลึกขึ้น เพื่อปฏิบัติหน้าที่นายทหารเรือระดับปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเหล่าฯโธานั้นเรียนทางด้านการก่อสร้างและวิศวกรรมอาวุธ เช่น การก่อสร้างสะพาน แพ อาคาร สำหรับใช้ในการสงคราม และ การผลิตอาวุธใช้เอง เช่น ปืนเล็ก ระเบิดมือ เป็นต้น

2. เมื่อลงไปประจำเรือ ใช้หลักการว่าผู้จะเป็นผบ.เรือได้ ต้องเป็นต้นเรือมาก่อน และผู้จะเป็นต้นเรือได้ต้องเคยเป็นต้นสามต้นมาก่อน คือ ต้นหน ต้นปืน ต้นกล โดยต้องเป็นทั้งสามต้น ไม่ใช่เพียงต้นใดต้นหนึ่ง เพราะต้นเรือนั้นเปรียบดัง CEO บริษัทที่รับนโยบายมาจากผบ.เรือ ดังนั้นต้นเรือต้องเข้าใจกิจกรรมสำคัญของเรือรบทั้งหมดคือ การเดินเรือ การปืน และการกลจักร

3. พึงเข้าใจว่าการกลจักรในเรือนั้นไม่ได้ต้องการวิชาการสูงส่ง เพราะไม่ได้ทำการออกแบบหรือวิจัยเครื่องจักรกล เป็นแต่เพียงการใช้และควบคุมกลจักรเท่านั้น ซึ่งนายทหารประทวนสามารถทำได้อย่างดีที่สุดอยู่แล้ว นายทหาร (ต้นกล) จึงเพียงแต่คุมนโยบายเท่านั้น ระดับรองต้นกล และ นายช่างกลนั้นอาจให้เป็นนายทหารสัญญาบัตรที่จบจากรร. จ่า จะเป็นการเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับทหารเหล่านี้ด้วย เพราะมีตำแหน่งสัญญาบัตรมากขึ้น

4. รร.นายเรือ ในระดับการสอน ป. โทนั้นนอกจากสาขาทั่วไปแล้ว ให้เปิดสาขาวิศวกรรมต่อเรือ (Naval Engineering) วิศวกรรมเครื่องกลเรือ (Marine Engineering) ด้วย โดยเปิดโอกาสให้ทั้งผู้จบป.ตรีจาก รร.นร. และจากมหาวิทยาลัยพลเรือนเข้าเรียนได้ เมื่อจบออกไปจะไปเป็นนายทหารเฉพาะทางที่ควบคุมกิจการพวก High Tech เช่น การต่อเรือ ของกรมอู่ และผลิตวิศวกรป้อนอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศด้วย

9. ให้ผนวกเอารร.พาณิชย์นาวีเข้ามารวมกับรร.นายเรือ ซึ่งนอกจากจะทำให้รร.นร. มีนักเรียนมากเพียงพอแล้ว ยังจะทำให้นายทหารเรือมีเครือข่ายมากขึ้น ในยามสงครามยังอาจเรียกระดมกำลังพลจากพาณิชย์นาวีมาช่วยการรบได้อีกด้วย ศึกษาความเป็นไปได้ในการให้นายทหารเรือออกไปปฏิบัติงานกับเรือพาณิชย์เป็นเวลา 1 ปี เพื่อคุ้นเคยกับน่านน้ำต่างประเทศ โดยกองทัพเรือไม่ต้องเสียงบประมาณใดๆ เลย

10. ผู้บริหารรร. นร . เป็นตำแหน่งประจำ (ไม่จำเป็นต้องจบจากรร.นร) ไม่ใช่โยกย้ายมาจากฝ่ายกำลังเพื่อกินตำแหน่ง แล้วก็จากไป ต้องเป็นลูกหม้อที่ใต้เต้ามาจากนายทหารวิชาการของโรงเรียน คณาจารย์ประจำให้มีทั้งทหารประจำการ และขรก.พลเรือนสังกัดกระทรวงกลาโหมก็ได้ (ถ้ายังไม่มีอาจเสนอให้มีจะมีความคล่องตัวมาก กองทัพสหรัฐก็มีทำนองนี้)

11. อจ. รร. นร. มีตำแหน่งวิชาการ ผศ. รศ. ศ. ที่มีการประเมินด้วยนักวิชาการภายนอก น่าเชื่อถือ เทียบเท่าระบบมหาวิทยาลัยพลเรือน ไม่ใช่แต่งตั้งกันเป็นการภายใน

12. มี สภา รร ที่มีบุคคลภายนอกเป็นกรรมการ อาจเป็นพลเรือนก็ได้ หรือเป็นทหารบก ทหารอากาศก็ได้

ยังมีอีกมากที่เราต้องมาช่วยกันคิด กันทำ เพื่อฟื้นฟู รร. ของเราให้รุ่งเรือง เป็นเสาหลักสำคัญของชาติเหมือนในอดีตอีกครั้ง ที่ผมเขียนมาทั้งหมดเป็นเพียงความคิดแบบรวดเร็วที่ยังไม่ได้กรองอะไรมากนัก กอปรกับตัวผมเองก็ห่างเหินกองทัพเรือไปนานเกือบ 30 ปีแล้วข้อมูลต่างๆอาจไม่เป็นปัจจุบัน

ด้วยความรักรร.นายเรือเสมอ

ร.ต. ทวิช จิตรสมบูรณ์ รน.
 


ชมรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ | Naval Cadet Alumni Relation Club

มรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับรองความถูกต้องในบทความ ข้อมูล เนื้อหา ภายในส่วนบทความจากสมาชิกนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพ เสียง ซอฟแวร์ การเชื่อมโยง(ลิงค์) และ/หรือ บริการอื่นๆ และจะไม่รับผิดชอบในความผิดพลาดในการใช้เนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้าน การค้า การกระทำ การคาดการณ์ พยากรณ์ การวิจัย และอื่นๆ ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเฉพาะของท่านผู้เขียนแต่ละรายไป ตลอดจนข้อกำหนดทางด้านลิขสิทธิ์ กรณีที่ท่านส่งบทความที่มิได้ขออนุญาตต่อผู้ครองสิทธิ์แท้จริงนำมาลงไว้ภายในเว็บไซด์นี้ ::

 

 

© 2005 Naval Cadet Alumni Relation Club : All rights reserved