:: กลับไปหน้าแรกของ บทความจากสมาชิก ::

ตำนานโรงเรียนนายเรือ และ นักเรียนนายเรือ

ตำนานโรงเรียนนายเรือ และ นักเรียนนายเรือ [1]


1. ประเทศชาติที่จะเจริญย่อมต้องต้องอาศัยให้การศึกษาแก่พลเมือง ฉันใดทหารเรือที่จะเจริญเข้มแข็งนั้น ก้อย่อมต้องอาศัยให้ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีในวิชาทหารเรือ จึงจะเป็นทหารเรือที่เป็นองค์บุคคลที่สามารถได้ ทั้งในยามสงบและในยามสงคราม ซึ่งจะเป็นผู้ควบคุมและนำเรื่องที่เป็นองค์วัตถุไปสู่จุดแห่งความมุ่งหมายในการป้องกันการรุกรานทางทะเลได้ดีสมความมุ่งหวังฉันนั้น และถึงแม้ว่าองค์วัตถุนั้นจะมีอำนาจน้อยและไม่ใหญ่โตก็ตาม ถ้ามีองค์บุคคลที่เฉลียวฉลาดและสามารถแล้ว ย่อมจะใช้องค์วัตถุนั้นให้ได้ประโยชน์ตามความสามารถโดยไม่ไร้ประโยชน์เสียทีเดียวเมื่อเช่นนี้ก็ย่อมจะเป็นที่เกรงขามของฝ่ายตรงข้าม และเป็นเครื่องประกันที่จะให้เกิดสันติสุขแก่ประเทศชาติได้ตามสมควร

เมื่อประเทศไทยได้เปลี่ยนสมัยของเรือรบ จากเรือพายอันเป็นเรือเล็กใช้ในแม่น้ำมาเป็นเรือที่ใช้ใบและเครื่องจักร ตามแบบอย่างทหารเรือของอารยประเทศที่เจริญก้าวหน้าในการทหารเรือแล้ว นับได้ว่ารัฐประศาสโนบายของประเทศได้หันมาทางทะเลเพราะเห็นความจำเป็นที่จะต้องป้องกันมิให้ข้าสึกมาทำการรุกรานทางทะเลและใช้ทะเลเป็นทางเดินทัพได้ สมัยนั้นการติดต่อกับนานาชาติมักมาทางทะเลและมีมากขึ้นเป็นลำดับ จึงนับได้ว่าประเทศไทยได้เริ่มดำเนินยุทธศาสตร์ทางทะเลขึ้นแล้ว

2.  แต่ครั้งนั้นยังหามีนายทหารเรือไทยที่มีความรู้ ความสามารถเป็นองค์บุคคลพอที่จะทำหน้าที่ต่าง ๆ ในเรือได้ดีไม่ จึงจำเป็นต้องจ้างชาวต่างประเทศ โดยมาเป็นชาติเดนมาร์กที่มีความรู้ความสามารถในทางเรือ เข้ารับราชการในตำแหน่งหน้าที่ในเรือทั่วๆ ไป เป็นองค์บุคคลไปพลางก่อน

อนึ่ง ในสมัยนั้นประเทศมหาอำนาจในยุโรปได้ดำเนินการแสวงหาอาณานิคมเมืองขึ้น โดยการรุกรานและยึดครองประเทศชาติหรือดินแดนต่าง ๆ ที่มีกำลังอ่อนแอและกว่าในทวีปเอเซีย และทวีปแอฟริกาเป็นการใหญ่ ยึดไว้เป็นเมืองขึ้นหรือเป็นเมืองทาสทีเดียวฝ่ายประเทศไทยได้กระทบกระทั่งกับชาติฝรั่งเศสที่แผ่อิทธิพลมาทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของอาณาเขตไทย นับเป็นเรื่องบุกรุกเขตแดนไทยขึ้น จึงได้ปรึกษาหารือกันในสิทธิ แต่เมื่อไม่เป็นที่ตกลงกันได้ พร้อมกับในขณะนั้นประเทศไทยยังมีกำลังอ่อนแออยู่ ฝรั่งเศสก็ถือโอกาสยกทัพบกและทัพเรือเข้าทำการรุกรานทีเดียว เรื่องนี้ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนเขมรและลาวหมด ส่วนทางตะวันตกและทางใต้ประเทศไทยได้กระทบกับชาติอังกฤษที่แผ่อิทธิพลทางพม่า และมลายูทำให้ประเทศไทย ต้องเสียมณฑล ปาหัง, ตรังกานู, กลันตัน, ไทยบุรี, เปริส, และเมือง มะริด, ทวาย, ตะนาวศรีไป

3.  เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) (1) นาวีฝรั่งเศสได้ยกกองทัพเรือเข้ามารุกรานปิดอ่าวไทย เป็นการบีบบังคับประเทศไทยให้ยอมตามความต้องการของเขา ซึ่งทำให้เสียดินแดนไปดังกล่าวมาแล้ว กองเรือรบส่วนใหญ่ที่มาทำการปิดอ่าวไทยคราวนี้ ทอดสมอและลาดตระเวนอยู่ที่

(1) เป็นสมัย พลเรือโท กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ, มีพลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์ (ชาติเดนมาร์ก) เป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือ,และจากนาวิกศาสตร์ เล่ม 11 พย. 2483

บริเวณเกาะสีชัง ส่วนย่อยมีเรือปืน 2 ลำ คือเรือชื่อ “แองกองสตังต์” และ ชื่อ “คอเมต” โดยมีเรือ “เย. เนเซย์” เป็นเรือแล่นนำร่องนำเรือทั้ง 2 ลำ ผ่านสันดอนปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามา ฝ่ายไทยจึงส่งเรือรบออกต่อต้าน มีเรือมกุฎราชกุมาร, เรือมูรธาวสิทธิสวัสดิ์,เรือทูลกระหม่อม, เรือหาญหักศัตรู, เรือไมดา, เรือนฤเบนทร์บุตรี และอีกหลายลำ พร้อมกับป้อมพระจุลจอมเกล้า, ป้อมผีเสื้อสมุทร, ป้อมแผลงไฟฟ้า อีกด้วย ซึ่งล้วนแล้วอยู่ในบังคับบัญชาของชาวต่างประเทศที่จ้างไว้ทั้งสิ้น ผลสุดท้ายได้เกิดต่อสู้กันขึ้นแต่ก็ไม่สามารถต้านทานการบุกรุกเข้าปากน้ำของเรือปื้นทั้ง 2 ลำนั้นได้ เนื่องจากคนและอาวุธไม่มีสมรรถภาพดีพอ ทำให้เรือปืน 2 ลำนั้น แล่นมาทอดสมออยู่ที่หน้าสถานทูตของเขาใกล้กับโรงภาษี (กรมศุลกากร, ซึ่งบัดนี้เป็นที่ตั้งกองตำรวจน้ำ,) โดยปลอดภัยคงมีแต่เรื่องหาญหักศัตรูลำเดียวที่กัปตันเรือ ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศได้แสดงความกล้าหาญเข้ากำกับการ ยิงปืนต่อสู้โดยยิงถูกเรือ “เย.เนย์.เซย์” ที่แล่นนำเรือปืน 2 ลำที่ผ่านสันดอนเข้ามาจน (1) การนี้ถูกปรับเป็นเงิน หลัก (หนึ่งล้านบาท) เรือหาญหักศัตรูลำนี้เป็นเรือรบลำแรกที่เข้าอู่หลวงทหารเรือ ซึ่งเปิดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม  ร.ศ. 109 (2) เวลาประมาณบ่าย 4 โมงครึ่งเศษ (16.30 เศษ) ต่อมาได้ตัดเอาหัวเรือไปไว้ริมเขื่อนของกองแพทย์ทหารเรือ (ซึ่งเป็นโรงเรียนสตรีวัดระฆังปัจจุบันนี้) และตัวเรือลำนี้ภายหลังบริษัทนำร่องได้ขอซื้อไปด้วยราคา 8,500.- บาท เมื่อวันพุธที่ 23 สิงหาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2446) โดยเอาไปทอดเป็นเรือนำร่องที่นอกสันดอนและเป็นที่พักของผู้นำร่องด้วย (3)

(1)       ตามคำบอกเล่าของทหารที่ทำการรบ

(2)       ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 3 หน้า 372 ร.ศ. 109

(3)       คำสั่งที่ 144/9531 ที่ 23 ส.ค. 124

4.  จึงปรากฏความจริงว่า การที่จ้างชาวต่างประเทศมารับตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ เป็นองค์บุคคลในเรือรบหลวงเพื่อเป็นการป้องกันการรุกรานทางทะเลและป้องกันเอกราชของประเทศนั้น ย่อมไม่หวังที่จะให้เกิดผลสมความมุ่งหมายในกาลภายหน้าได้ เพราะชาวต่างประเทศเหล่านั้นถือว่าเป็นแต่เพียงลูกจ้าง ควบคุมเรือตามหน้าที่หาใช่มารับจ้างทำการป้องกันข้าศึกที่จะมารุกรานประเทศไทยไม่

5.  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชสำนึกว่า กิจการทหารเรือเท่าที่อาศัยชาวต่างประเทศประจำตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ในเรือรบและตามป้อมนั้นไม่สู้จะมีหวังในการรักษาความมั่นคงและความเป็นเอกราชของประเทศไทยได้ จึงได้ทรงพระราชดำริที่จะต้องให้รีบมีการศึกษาแก่ทหารเรือไทย ให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะรับตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ในเรือรบหลวงซึ่งเป็นองค์วัตถุ แทนชาวต่างประเทศที่จ้างไว้ในส่วนองค์บุคคลต่อไป

6.  เพื่อจะให้ได้ผู้ที่เชี่ยวชาญในการศึกษาทางเรือที่มีความรู้และจะสามารถประสิทธิ์ประสาทวิชาทหารเรือให้แก่ทหารเรือไทยได้ในกาลต่อไป เป็นการป้องกันประเทศไทยจากการรุกรานทางทะเลได้แท้จริง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (พลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ไปศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษเมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) (1) นับได้ว่าพระองค์ท่านเป็นนักเรียนนายเรือพระองค์แรกและทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารเรือจากประเทศอังกฤษกลับมาประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ร.ศ. 119  (พ.ศ. 2443) โปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายเรือโทเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ในเดือนนั้นนับว่าพระองค์เป็นนายทหารเรือไทยคนแรกของกองทัพเรือไทย ที่มีความรู้ความสามารถในการที่จะนำเรือไปในทะเลลึกได้ไม่ว่า ณ ที่ใด ๆ และทรงมีความรู้ ความสามารถในทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีทางเรือเป็นอย่างดียิ่งซึ่งเป็นที่ยกย่องนับถือในวงการทหารเรืออังกฤษเป็นอย่างมาก

7.  เมื่อวันที่ 15 เมษายน ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441) ได้จัดตั้งโรงเรียนนายเรือขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้การศึกษาของทหารเรือให้มีความรอบรู้ยิ่งขึ้นไป(3) นามของโรงเรียนในครั้งนั้นเรียกว่า “โรงเรียนนายทหารเรือ” ทั้งนี้ตามสันนิษฐานเข้าใจว่าเพื่อจะให้มีความหมายของผู้ที่ศึกษาในโรงเรียนนี้สำเร็จแล้ว ย่อมจะได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้มียศนายทหารเรือ หรือเป็นนายทหารเรือทีเดียว

สมัยนั้น พลเรือโท กรมหมื่นปราบปรปักษ์ (พระองค์เจ้าขจรจรัสวงษ์) เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ มีพลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์ (Andre de Richlieu) ชาติเดนมาร์ก เป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือ

ครั้งนั้นตัวโรงเรียนยังไม่มี กรมทหารเรือจึงใช้เรือพระที่นั่งมหาจักรี และ ร.ล. มูรธาวสิทธิสวัสดิ์ เป็นสถานที่เรียน นอกจากนั้นยังใช้ ร.ล. พาลีรั้งทวีป และ ร.ล. สุครีพครองเมือง เป็นที่เรียนในบางครั้งบางคราว การเรียนอยู่ในบังคับบัญชาของ นาวาโท ไซเดอร์ลิน (Seiderlin) ชาติเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผู้บังคับการเรือ และเป็นผู้บังคับการโรงเรียนด้วย นับว่าเป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายทหารเรือคนแรก

8. นักเรียนที่เข้าเป็นนักเรียนนายเรือเวลานั้นมีจำนวน 12 นาย โดยคัดเอาผู้มีความรู้หนังสือและความประพฤติดีจากพลทหารเรือ จ่าจำพวกนายท้ายเรือใหญ่และจากนักเรียนของโรงเรียนนายร้อยทหารเรือ (โรงเรียนพรรคนาวิกโยธิน) เข้าเป็นนักเรียน มีรายนามดังนี้

1.  นายเผื่อน         ธนฤกษ์ (4) 

 ต่อมาเป็น นาวาโท พระนิกรอาษา

2.  นายเป้า             ปุษปาคม

 ต่อมาเป็น  เรือโท

3.  นายปุย              สิงหะภูกาม

ต่อมาเป็น เรือโท

4.  นายเนตร         เมนะวงษ์

ต่อมาเป็น  เรือตรี 

5.  นายอิ้  ฯ      

ต่อมาเป็น เรือตรี 

6.  นายผัน ฯ         

ต่อมาเป็น เรือตรี

7.  นายกรด ฯ      

ต่อมาเป็น เรือตรี 

8.  นายนาค ฯ    

ต่อมาเป็น เรือตรี 

9.  นายอ้น ฯ 

ต่อมาเป็น เรือตรี 

10.  นายห้าง ฯ (เท้ง)  

ต่อมาเป็น เรือตรี 

11.  นายเปลื้อง ฯ   

ต่อมาเป็น เรือตรี 

12.  นายสง ฯ (1) 

ได้หนีราชการในระหว่างเป็นนักเรียนนายทหารเรือ ทางการจึงได้เลือก นาย แอ ไอสะนาวิน เป็นนาวาโท พระพลสินธราณัติก์ เข้าเป็นนักเรียนแทน

(รายชื่อนักเรียนนี้ได้จากการสัมภาษณ์ นาวาโท พระนิกรอาษา เผื่อน ธนฤกษ์)

                         

(1)  ราชกิจจาเล่ม 10 หน้า....

(2)  ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 17 หน้า 124, 144

(3) จากการสัมภษณ์นาวาโท พระนิกราอาษา (เผื่อน ธนฤกษ์) และเรือโท ปุย สิงหะภกามซึ่งถูกเลือกเป็นนักเรียนนายเรือในครั้งแรกในจำนวน 12 นาย

(4)  นายเผื่อน ธนฤกษ์ ถูกเกณฑ์เข้าเวรเป็นทหารเรือเมื่อ ร.ศ. 116 แล้วถูกเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายเรือ เมื่อ ร.ศ. 117

 

9.     วิชาที่ให้นักเรียนศึกษามี วิชาการเรือ,  เลขคณิต, วิชาทหารราย, ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, และการฝึกหัดศึกษาอย่างเดียวกับคนประจำเรือ นอกจากนั้นมีการฝึกหัดปืนใหญ่ที่ติดตั้งประจำเรือด้วย ส่วนอาจารย์ที่สอนนั้นใช้ทั้งอาจารย์ไทยและอาจารย์ชาวต่างประเทศ

การแต่งกายแต่งเครื่องแบบกะลาสี คาดคันชีพในเวลาไปกิจธุระนอกโรงเรียน

10.   สิ้นสมัยของพลเรือโท กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ร.ศ. 117 เพราะพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว พลเอกเจ้าฟ้ากรมพระยานรศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้รั้งผู้บัญชาการกรมทหารเรือแทนต่อมาจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) แล้วพลเรือโท กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เป็นผู้รั้งผู้บัญชาการทหารเรือแทนต่อมา

11.   เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) กรมทหารเรือได้แจ้งความประกาศเปิดรับสมัครบุตรหลานของคนภายนอกเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายร้อยทหารเรือ และโรงเรียนนายสิบทหารเรืออีกเพื่อให้มีจำนวนนักเรียนมากขึ้น มีข้อความดังนี้ ..... (2)


กรมทหารเรือ

แจ้งความให้ทราบทั่วกันว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมทหารเรือจัดโรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนนายร้อยทหารเรือ และโรงเรียนนายสิบทหารเรือมีครูฝึกหัดวิชาเหล่านั้นทุกอย่าง

บัดนี้โรงเรียนนั้นๆ กรมทหารเรือได้เปิดแล้ว เพราะฉะนั้นกรมทหารเรือแจ้งความให้ทราบทั่วกันว่า ท่านผู้ใดอยากจะส่งบุตรหลานมาเข้าโรงเรียนฝึกหัดหรือศึกษาในการเดินเรือและแผนที่ เพลงอาวุธต่าง ๆ และหนังสือเป็นต้น ก็ให้นำบุตรหลานของท่านส่งมายังกรมทหารเรือ เพื่อบุตรหลานของท่านทั้งปวงจะได้ศึกษาในคุณวิชาที่กล่าวมาแล้วนั้น รับราชการฉลองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบไป

แจ้งความมา ณ วันที่ 15 ธันวาคม รัตนโกสินทรศก 118 (พ.ศ. 2442)

โดยรับสั่งรั้งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ (2)

(ลงนาม) ชลยุทธโยธินทร์(3)

รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ


(1) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 16 หน้า 539

(2) พลเรือโท กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม

(3) พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์

12. ในระหว่างนั้นมีบุคคลภายนอกสมัครเข้าเป็นนักเรียนนายเรือมีจำนวนทวีขึ้นจาก 12 นาย เดิมที่เลือกคัด จึงต้องให้นักเรียนมาพักที่ศาลาการเปรียญ วัดวงศ์มูลบ้าง (เดี๋ยวนี้เป็นโรงหล่อของกรมอู่ทหารเรือ) จนถึง ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443) ทางราชการทหารเรือเห็นว่าการใช้ ร.ล. มูรธาวสิทธิสวัสดิ์ และที่ศาลาการเปรียญ เป็นสถานที่เล่าเรียนนั้นคับแคบไป จึงย้ายโรงเรียนนายเรือขึ้นตั้งเรียนบนบก ณ ตึกที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสวนอนันตอุทยาน(1) จังหวัดธนบุรี นาวาโท ไซเดอร์ลิน ก็ย้ายตามมาเป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือด้วย ในเวลานั้นมีนายทหารประจำกองโรงเรียนนายเรือด้วย ในเวลานั้นมีนายทหารประจำกองโรงเรียนคือ เรือตรี เกลี้ยง เปรุนาวิน (นาวาโท พระปราบอังวะ) สมัยนั้นเป็นสมัยพลเรือโท พระยาชลยุทธโยธินทร์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443) มีนาวาเอก พระองค์เจ้าอาภากร ฯ (พลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) เป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือ

เมื่อวันที่ 5 เมษายน ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443) กรมทหารเรือได้ประกาศเปิดรับสมัครบุตรหลานคนภายนอกเข้าเป็นนักเรียนนายเรือ นักเรียนนายร้อยทหารเรือและนักเรียนนายสิบอีก

13. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในทางทะเลและทางเรืออยู่มาก เพราะฉะนั้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ร.ศ. 119 จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า ให้กรมทหารเรือฝึกหัดนักเรียนนายเรือให้เรียบร้อย ถ้านักเรียนคนใดเล่าเรียนฝึกหัดได้ดี สมควรที่ส่งไปเล่าเรียนวิชาต่างประเทศได้ จะทรงพระมหากรุณา โปรดเกล้าฯ บริจาคพระราชทรัพย์ พระราชทานให้ กรมทหารเรือส่งนักเรียนออกไปทุกปี (2) นับว่าเป็นมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง

14. ต่อมา นาวาโท ไซเดอร์ลิน ได้ลาไปเยี่ยมบ้านเกิด นาวาโท หม่อมไพชยนต์เทพ (ม.ร.ว. พิณ สนิทวงษ์) โอรสของพลเรือโท พระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์) (3)ได้รับตำแหน่งผู้บังคับการแทนนับว่าท่านเป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายทหารเรือคนที่ 2

(1)  สวนอนันตอุทยานนี้สร้างเมื่อ ร.ศ. 76 (พ.ศ. 2400) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดซื้อที่สวนราษฎรในคลองมอญ หวังวัดชิโนรสาราม เป็นอันมาก สร้างวังไว้สำหรับพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงษาธิวาชสนิท จะได้ประทับเมื่อไม่ได้ทรงรับราชการได้ช่วยทาษ ที่ยากจนจากมูลนายมาใช้ทำสวน 150 คนเศษ พระราชทานชื่อว่า “สวนอนันตอุทยาน” ต่อมาก็ปราศจากเจ้านาย นอกจากพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงษ์ (พลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) และพระยาราชวังสรรค์ (พลเรือเอก พระยามหาโยธา) ได้อาศัยพักบ้านริมคลองมอญ (เดี๋ยวนี้เป็นที่ทำการหมวดเรือเล็ก) ก่อนขึ้นวังใหม่และขึ้นบ้านใหม่บ้าง กับมีนายทหารชาวต่างประเทศที่รับราชการในกรมทหารเรือพักอาศัยอยู่บ้าง ต่อมาทิ้งไว้ว่างเปล่า คงมีแต่ราษฎรเข้าเช่าพักอาศัย ภายหลังทหารเรือจึงขอซื้อจากสำนักทรัพย์สินเป็นราคาล้านบาทเศษ แล้วตั้งเป็นพันนาวิกโยธินที่ 4 และกองพันต่อสู้อากาศยานขึ้น ครั้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 เกิดการจลาจลขึ้น ทหารบกจึงยกกองทัพทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์มาตั้งแทนอยู่ปัจจุบันนี้ สวนอนันตอุทยาน นี้ในประชุมพงศวดารภาคที่ 25 กล่าวว่าพระราชทานนามว่า “วังนันทอุทยาน”

ทาส ผู้ที่เป็นทาษนั้น คือ เป็นหนี้สินต่อเจ้านายและผู้มีทรัพย์ ไม่สามารถหาเงินมาใช้คืนได้ จึงต้องตกเป็นทาสตลอดบิดา มารดา บุตรหลานเหลน และ ฯลฯ ต่อไปไม่สิ้นสุด จึงจะมีเงินมาใช้ให้ภายหลัง นายเงินก็ไม่รับคงเป็นทาสอยู่ตลอดไป นายเงินมีอำนาจให้จำคุก เฆี่ยนตี ทำโทษนานาประการได้โดยไม่ผิดกฎหมายอย่างไร จึงนับว่าเป็นการร้ายกาจอยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (รัชการลที่ 5) เห็นว่าเป็นการทารุณจึงเริ่มเลิกทาสเมื่อ พ.ศ. 2417 และเลิกได้เด็ดขาดเมื่อ พ.ศ. 2448 (จากราชกิจจาเล่ม 1 หน้า 215)

(2)        ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 17 หน้า 141

(3)   เป็นนัดดา (หลาน) ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ขั้น 2 กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ตามประวัติของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพของท่าน เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ร.ศ. 131 จากหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัย

15. ทางราชการได้เปิดรับบุตรหลานของคนภายนอกสมัครเข้าเป็นนักเรียนนานเรือแล้ว นักเรียนก็ทวีจำนวนมากขึ้น ทำให้ตึกที่ใช้เป็นสถานที่พักอาศัยและเล่าเรียนคับแคบไปอีก จึงเกิดความจำเป็นต้องย้ายโรงเรียนไปชั่วคราว คือ

เมื่อ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ได้ย้ายโรงเรียนจากสวนอนันตอุทยานข้ามฟากไปอยู่ที่พระตำหนักสุนันทาลัยปากคลองตลาด (เดี๋ยวนี้เป็นโรงเรียนราชินี) เป็นสถานที่พักอาศัยและเล่าเรียนชั่วคราว เนื่องจากรอการสร้างตัวโรงเรียนนายเรือที่พระราชวังเดิมยังไม่เสร็จเรียบร้อย ทั้งนี้ เพราะเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ซึ่งประทับอยู่ ณ พระราชวังเดิมของพระเจ้ากรุงธนบุรีได้สิ้นพระชนม์ลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระราชทานพระราชหัตถเลาให้กรมทหารเรือ จัดพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือและได้ทรงกำชับให้รักษาของหลวงอันเป็นโบราณวัตถุให้คงสภาพเดิมดังนี้


สำเนา

ที่ 210/5304

หอรัษฎากรพิพัฒน์

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 119

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ด้วยเรื่องที่พระราชวังเดิมซึ่งตามกระแสพระราชดำริไว้แต่ก่อนว่า จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้พระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้า กรมขุนนริศรานุวัติวงษ์ประทับอยู่ต่อไป และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินใช้ทุนในส่วนซึ่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ ซึ่งได้ทรงลงทุนปลูกสร้างตำหนักและซ่อมแซมในที่นั้นก่อนพระองค์เจ้า หม่อมเจ้าในกรม เพื่อได้เป็นกำลังทำที่พักอาศัยในที่อื่นนั้นเวลานี้เป็นเวลาที่จะลงงบประมาณ แต่ที่ร้ายนี้พระยาชลยุทธโยธินทร์ ผู้บัญชาการกรมทหารเรือได้ปรารภกับข้าพระพุทธเจ้าว่า ถ้าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานให้จัดเป็นที่โรงเรียนนายเรือได้จะดีมาก เพราะเป็นที่ริมแม่น้ำกับทั้งเป็นที่ใกล้เดินไปมาถึงกันกับที่ว่าการจะดูแลพิทักษ์รักษาได้ง่าย และข้างหน้าวังจะจอดเรือฝึกหัดสบาย ข้าพระพุทธเข้าก้ออกเห็นชอบด้วย ถ้าว่าที่นั้นจะเป็นที่สำหรับราชการเสียทีเดียว ก็เป็นธรรมเนียมที่ไม่เห็นเป็นการเสียหายอันใดที่ ๆ วังสำคัญเช่นนี้หากใช้สำหรับทำราชการ ถ้าทรงพระราชดำริเห็นชอบแล้วจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตีราคาเสียเวลานี้ก็ควร จำนวนเงินนั้นจะได้ลงไว้รายหนึ่งต่างหาก ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะไปทับอยู่ในเงินราย 1,000 ชั่ง สำหรับโปรดเกล้าพระราชทานเป็นบำเหน็จให้จำนวนเงินแคบเจ้า การจะควรประการใดสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ควรมิควรสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ข้าพระพุทธเจ้ามหิศราชหฤไทย ขอเดชะ


(สำเนาพระราชหัตถเลขา)

ที่ 32/1410

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 119

ถึงพระยาชลยุทธโยธินทร์ ด้วยพระราชวังเดิม ซึ่งลูกเมียของท่านกลางยังอยู่เวลานี้ ต่อไปจะคิดให้มีบ้านอยู่ที่อื่น พราราชวังเดิมเป็นอันว่างอยู่ ที่นี้เป็นที่สำคัญควรเป็นที่ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในราชการได้ ได้ทราบว่าพระยาชลยุทธโยธินทร์อยากจะจัดเป็นโรงเรียนนายเรือ เพราะเป็นที่ใกล้ชิดเดินถึงกันกับที่ว่าการกรมทหารเรือนั้น เห็นว่าเป็นการสมควรแล้วอนุญาตให้จัด ถ้าลูกเมียท่านกลางออกจากที่นั้นหมดแล้ว ให้กรมทหารเรือรับมาจัดการ แต่ของที่ปลูกสร้างมาแต่เดิมซึ่งควรจะรักษาให้คงไว้มีบางอย่าง คือ ท้องพระโรง และตำหนักเก๋งของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ และศาลเจ้าตาก ศาลศีร์ษะปลาวาฬ ของเหล่านี้ให้ซ่อมแซมรักษาให้คงอยู่ตามเดิม

(พระปรมาภิไธย) สยามมินทร์


โรงเรียนนายเรือ ที่พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี (ปัจจุบันเป็นกองบัญชาการกองทัพเรือ)

การก่อสร้างดัดแปลงพระราชวังเดิมให้เป็นโรเรียนนายเรือนี้ กรมทหารเรือให้นาวาเอก พระยาราชสงครา (กร หงสกุล) ผู้บัญชาการทหารเรือฝ่ายบกเป็นแม่กอง
ครั้งเมื่อต้น ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) การก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้ย้ายโรงเรียนจากสุนันทาลัยข้ามมาอยู่ที่พระราชวังเดิมต่อไป

พระราชวังเดิมแห่งนี้อยู่ที่ปากคลองบางหลวงฝั่งเหนือ จังหวัดธนบุรี และเคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน และเจ้านายหลายพระองค์ คือ

1. สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช)

2. สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

3. เจ้าฟ้ากรมหลวงธิเวศร์บดินทร์

4. สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

5. กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

6. เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี

7. สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

8. สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

9. กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ

10. กรมหลวงวงษาธิราชสนิท

11. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์

จึงนับว่าเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง ในระหว่างนี้ ได้มีอาจารย์ไทยเพิ่มขึ้นอีก คือ นายแพ, นายขาว, นายตั้ว มีนายทหารประจำโรงเรียน คือ เรือเอกหลวงชำนิชลธาร (โต)

16. เมื่อโรงเรียนอาศัยอยู่ที่พระตำหนักสุนันทาลัยนี้ ได้มีนักเรียนชั้นสูง สำเร็จการศึกษา 4 นาย แต่ยังไม่ได้ทำพิธีออกเป็นนายทหารเรือ เนื่องจากประจวบกับที่โรงเรียนจะย้ายข้ามฟากไปยังสถานที่ใหม่ คือ พระราชวังเดิม

17. พระราชวังเดิมนี้ นอกจากจะเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินและของเจ้านายดังกล่าวมาแล้ว ในรัชการของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ 4) ยังได้เคยใช้เป็นสถานที่สำหรับทำสัญญาทางพระราชไมตรี และสัญญาการค้าขายกับชาติอังกฤษเมื่อจุลศักราช 1217, ร.ศ. 74 (พ.ศ. 2398) โดยมี เซอร์ยอนโยวริงเป็นราชทูต ซึ่งมากับเรือกลไฟรยชื่อ “ลัสเลอ” และชื่อ “ปรือซัน”

ใช้สัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าขายกับชาติอเมริกัน โดยมีกัปตันเซนต์ฮาริสเป็นราชทูต ซึ่งมาโดยเรือกลไฟรยชื่อ “เซนยะซิงโต” เมื่อจุลศักราช 1218 ร.ศ. 75 (พ.ศ.2399)

กับทำสัญญาทางพระราชไมตรี และการต้าขายกับชาติฝรั่งเศส โดยมีมองสิเออร์ มองติดนี เป็นราชทูต ซึ่งมาโดยเรือรบชื่อ “กัสตินัส” และชื่อ “มาโซ” และเรือใบชื่อ “กราปริซิเวอร์เซอร์” เมื่อจุลศักราช 1219 ร.ศ. 75 (พ.ศ. 2399) และได้ทำกับประเทศอื่น ๆ อีก เช่นโปรตุเกส ฮอลันดาและ ฯลฯ เป็นต้น ณ ที่นั้น

เมื่อทำสัญญาลงนามกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มีการยิงสลุดที่ป้อมวิชเยนทร์ประสิทธิ์ (ป้อมวิชัยประสิทธิ์) 21 นัด ทางฝ่ายเขาก็ยิง 21 นัด (ถ้ามีเรือรบมาด้วย)

18. ต่อมาพลเรือโท พระยาชบยุทธโยธินทร์ ได้กราบถวายบังคมลาออกจากกรมทหารเรือกับไปบ้านเกิด ณ ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 29 มกราคม ร.ศ. 120, พ.ศ. 2444 จอมพลเรือ เจ้าฟ้ากรม พระยาภาณุพันธุสงศ์วรเดชทรงรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือแทนตลอดมา จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) โดยมี นาวาเอก พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือตลอดมา

ในระหว่างนั้นกิจการของโรงเรียนนายเรือคงดำเนินมาโดยปรกติ

19. เมื่อจอมพลเรือ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือแล้ว จอมพลเรือ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงรับตำแหน่ง ผู้บังคับบัญชาการทหารเรือแทนตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) ตลอดมา โดยมีพลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือต่อมาอีก
ในสมัยนี้กิจการของโรเรียนนายเรือและกิจการของทหารเรือได้เริ่มเจริญขึ้น และในที่สุดก็เป็นโรงเรียนนายทหารเรือที่เจริญและสามารถยิ่ง เนื่องจากผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรรพินิต ทรงพระปรีชาสามารถในทางปกครอง ให้ทหารเรือก้าวหน้าไปตามสมัยของโลก และรองผู้บัญชาการทหารเรือ (พลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ก็ทรงพระปรีชาสามารถในวิชาการทหารเรือทุกอย่าง เมื่อ 2 พระองค์ร่วมกันใช้พระสติปัญญาบำรุงและจัดการทหารเรือย่างจริงจัง ทหารเรือจึงได้เจริญรุ่งโรจน์และเกรียงไกรมาจนทุกวันนี้ นับว่าเป็นพระกรุณาธิคุณแก่ทหารเรือไทย และเป็นบุญของประเทศไทยอย่างยิ่ง

20. ระเบียบแห่งการบังคับบัญชาเท่าที่เป็นมานั้น ยังมีการก้าวก่ายและเหลือบ่ากว่าแรงต่อผู้บังคับบัญชาบางตำแหน่งอยู่ ฉะนั้น เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) กรมทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 1/1554 วางระเบียบแห่งการบังคับบัญชาขึ้นใหม่ เพื่อไม่ให้มีการก้าวก่ายและเหลือบ่ากว่าแรงดังที่เป็นมา แต่ก่อนเสียใหม่ดังนี้

1.  กรมบัญชาการกลาง มีกรมขึ้น คือ

(1) กรมปลัดทัพเรือ

(2) กรมยกบัตรทัพเรือ

(3) กรมทะเบียน

2.   กรมเรือกลและป้อม

3. กรมบัญชาการทหารเรือขึ้นบกในกรุงเทพฯ

4. กรมบัญชาการกรมทหารชายทะเล

5. กรมยุทธศึกษา มีกองขึ้น คือ

(1) กองโรงเรียนนายเรือ

(2) กองแผนที่

และได้ใช้ระเบียบนี้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. ร.ศ. 122 เป็นต้นไป นาม “กองโรงเรียนนายเรือ” จึงปรากฏแต่นั้นมา

คัดลอก เรียบเรียและเพิ่มภาพใหม่จากเรื่องเดิม ประวัติโรงเรียนนายเรือ

ลงพิมพ์ใน หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

พล.ร.ต. พระยาหาญกลางสมุทร ร.น. (ต.ช.,ต.จ.ว.,ร.ด.ม.,อ.ร.)

(บุญมี พันธุมนาวิน)

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๗

ได้ความอนุเคราะห์หนังสือจาก ร.ต. สุรพล มีเสถียร


มรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับรองความถูกต้องในบทความ ข้อมูล เนื้อหา ภายในส่วนบทความจากสมาชิกนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพ เสียง ซอฟแวร์ การเชื่อมโยง(ลิงค์) และ/หรือ บริการอื่นๆ และจะไม่รับผิดชอบในความผิดพลาดในการใช้เนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้าน การค้า การกระทำ การคาดการณ์ พยากรณ์ การวิจัย และอื่นๆ ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเฉพาะของท่านผู้เขียนแต่ละรายไป ตลอดจนข้อกำหนดทางด้านลิขสิทธิ์ กรณีที่ท่านส่งบทความที่มิได้ขออนุญาตต่อผู้ครองสิทธิ์แท้จริงนำมาลงไว้ภายในเว็บไซด์นี้ ::

 

 

© 2005 Naval Cadet Alumni Relation Club : All rights reserved