:: กลับไปหน้าแรกของ บทความจากสมาชิก ::

ตำนานโรงเรียนนายเรือ และ นักเรียนนายเรือ

ตำนานโรงเรียนนายเรือ และ นักเรียนนายเรือ [2]


21. เมื่อกรมทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 1/1553 เปลี่ยนระเบียบบังคับบัญชาใหม่ จึงได้บรรจุเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) ดังนี้

1.  ด้วยตามระเบียบการบังคับบัญชา ซึ่งจะได้จัดให้มีขึ้นใหม่นี้ ให้นายพลเรือเอก พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ทรงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารเรือ และทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมเรือกลและป้อมด้วย

พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

2.  ให้นายพลเรือเอกผู้ช่วย หลวงประดิยัตินาวายุทธ (ฉ่าง แรงภูติ) ย้ายจากตำแหน่งปลัดทัพเรือไปรับราชการในตำแหน่งปลัดกรมบัญชาการกรมเรือกลและป้อม

3. ให้นายพลเรือโท พระยาเทพอรชุน ทำการในตำแหน่งปลัดทัพเรือ

4. ให้นายพลเรือตรี พระยาราชสงคราม เป็นผู้บัญชาการกรมทหารขึ้นบกในกรุงเทพฯ

5. ให้นายเรือเอกผู้ช่วย หม่อมไพชยนต์เทพ เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษา

6. ให้นายเรือโทผู้ช่วย หลวงสาครยุทธวิไชย เป็นผู้บังคับการกองการเรือกลไฟเล็กขึ้นกรมบัญชาการกรมเรือกลและป้อม

7. ให้นายเรือโทผู้ช่วย นิน รับตำแหน่งล่ามในกองบัญชาการ แห่งกรมบัญชาการกรมเรือกลและป้อมในกาองบัญชาการ

8. ให้สมุห์บัญชี หลวงพลพิฆาฏ เป็นผู้บังคับการกองพาหนะขึ้นกรมบัญชาการทหารขึ้นบกในกรุงเทพฯ

9.    ให้สมุห์บัญชี หลวงศักดาเดชะ เป็นผู้บังคับการป้อมแผลงไฟฟ้า

10. ให้ว่าที่ปลัดจางวาง จมื่นจิตรเสน่ห์ เป็นผู้บังคับการกองช่างไม้

11. ให้ปลัดจางวาง พระไพรีพินาศ เป็นผู้บังคับการกองรักษาเรือแจวพาย

12. ให้ปลัดกรม หลวงหาญหักริปู ประจำกรมปลัดทัพเรือ

13. ให้บรรดานายทหารในตำแหน่งอื่น ๆ นอกจากที่ได้กล่าวแล้วนี้ คงอยู่ในตำแหน่งเดิมจนกว่าจะมีคำสั่งอื่นต่อไป เป็นเรื่องที่ควรทราบไว้ว่าสมัยนั้น ใช้ยศกันอย่างใด จะเห็นว่า ยศพลเรือน เช่า เจ้ากรม ปลัดกรม ปลัดจางวาง สมุห์บัญชี ฯลฯ เหล่านี้ ยังเป็นยศพลเรือนปะปนมาเป็นผู้บังคับบัญชาทหารอยู่ในสมัยนั้น

22. วันที่ 4 มีนาคม ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) กรมทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 7/1563 เปลี่ยนชื่อ “กรมทหารขึ้นบกในกรุงเทพฯ” เป็น “ กรมทหารเรือฝ่ายบก” เพราะเดิมเป็นชื่อที่ไม่เหมาะสม

23. สมัยนั้น กรมยุทธศึกษาซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาและการวางหลักสูตรสำหรับวิชาทหารเรือยังหามีไม่ ฉะนั้น เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ร.ศ. 122 (พ.ศ. 2446) กรมทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 2/1553 ให้ทราบว่าได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมยุทธศึกษา ขึ้น ในกรมทหารเรือ แล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายเรือเอกผู้ช่วย หม่อมไพชยนต์เทพ ผู้บังคับการกองโรงเรียนนายเรือ เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาให้นายเรือโทผู้ช่วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิบูลย์พรรณรังษี เป็นผู้บังคับการกองโรงเรียนนายเรือ นับว่าท่านเป็นผู้บังคับการกอง โรงเรียนนายเรือคนที่ 3

24. ภายหลังที่โรเรียนนายเรือได้ย้ายจากพระตำหนักสุนันทาลัย มาอยู่ยังพระราชวังเดิม ใน ร.ศ. 122 ได้มีนักเรียนชั้นสูงสำเร็จการศึกษาออกเป็นนายทหารเรืออีก 4 นาย ใน ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ในจำนวนรุ่นแรก 12 นาย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นักเรียนที่ออกเป็นนายทหารเรือเหล่านั้น ไม่มีความสามารถพอที่จะนำเรือเดินในทะเลลึกได้  เพราะอ่อนในวิชาเดินเรือนำร่อง และอื่นๆ

25. การปกครองและบังคับบัญชานักเรียนยังใช้ระเบียบอย่างวิธีการทหารบก คือ แบ่งเป็นกองร้อย หมวด หมู่ ให้นักเรียนชั้นสูบงบังคับบัญชากันเอง หมวด 1.มี นนร. แอ ไอสะนาวิน (นาวาโท พระพลสินธวาณัติ) เป็นนายหมวด หมวด 2. นนร. เผื่อน ธนฤกษ์ (นาวาโท พระนิกรอาษา) เป็นนายหมวดกับมีนักเรียนชั้น 4 คือ นนร. เปี๊ยก, นนร.ปั้น, นนร.เล็ก, นนร.อ้น, และ นนร. สนิท เป็นผู้ช่วยนายหมวด

26. นายหมวดและผู้ช่วยนายหมวดแต่งกายอย่างนายทหารเรือ หน้าหมวกทองเหลืองอย่างพันจ่า แต่ย่อมกว่า หมวกแก๊ป คาดกระบี่สั้น ส่วนนักเรียนแต่งกะลาสีคาดสายคันชีพมีดาบปลาปืนติดไว้ข้างซ้ายสำหรับแต่งเมื่อไปกิจธุระนอกโรงเรียนหรือปล่อยพักให้กลับไปเยี่ยมบ้านชั่วคราว

27. วิชาที่ให้เรียนคือ การเรือ เดินเรือ อาวุธดินปืน ทุนระเบิด ยุทธวิธีทางบก เลขชั้นสูง วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย พงศาวดาร ภูมิศาสตร์ ข้อบังคับ แบบธรรมเนียม วาดเขียน แผนที่ และธงสองมือ

28. การรับประทานอาหารของนักเรียนใช้ชั้นล่างตึกบวรวิไชยชาญ(1) เป็นสถานแบ่งออกเป็นโต๊ะ ๆ ละ 9 คน รวมทั้งหัวหน้าโต๊ะ ตั้งวางตามขวางของแถวมีโต๊ะนายหมวดและผู้ช่วยนายหมวดคั่นกลางโต๊ะ โต๊ะอาหารกลางนี้มีหน้าที่บงการสิทธิ์ขาดที่จะให้ระเบียบในการรับประทานอาหารเป็นไปโดยเรียบร้อย และห้ามมีเสียงเอ็ดอึงหรือสนทนากัน ต้องนิ่งเงียบ มิฉะนั้นจะถูกทำโทษให้วิ่งหรือโทษอย่างอื่นตามสมควร แต่มีการยกเว้นเรื่องนี้อยู่โต๊ะหนึ่ง คือโต๊ะอาหารผู้ใหญ่โต๊ะนี้มีนักเรียนชั้นสูงและอาวุโสสูง และมีอิทธิพลทั้งภายในและนอกโรงเรียน มี นนร. ศรีกมลนาวิน (พลเรือโท พระยาราชวังสัน) เป็นหัวหน้าโต๊ะ ลูกโต๊ะมีนายห้อง (นาวาเอก พระยากำแหงณรงค์ฤทธิ์) นายเปลื้อง (เรือโท), นายพัก, นายเสน่ห์, นายฉ่ำ, นายแฮน (เรือโท ขุนรุตฯ),นายบุญมี (พลเรือตรี พระยาหาญกลางสมุทร์) นายอยู่ (หมู) มีการคุยและสนทนาเฮฮากันได้ตามสมควร

29. การลงโทษนักเรียน สมัยนั้นมีการเฆี่ยนกันด้วยหางเชือก (2) มัดมือโยง, มัดมือคร่อมเสา, กักบริเวณ, ขังและวิ่งรอบสนาม เอาหัวชนฝา คือให้ยืนระวังตรงใกล้ฝาแล้วก้มตัวลงเอาหัวชนติดกับฝาอย่าให้หลุดได้ ถ้าหลุดถูกเฆี่ยน วิธีนี้เมื่อยพอใช้ บางคนชนนานๆ ถึงกับเป็นลมก็มี นายหมวดที่ชอบทำโทษหัวชนฝานี้ได้กับนายหมวด แอ ไอสะนาวิน นักเรียนกลัวนักเพราะมีกำหนดชนฝาอยู่ตั้งแต่ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก็มี

30. สมัยที่นาวาเอก หม่อมไพชยนต์เทพ เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือนั้น ได้นำนักเรียนออกทำการฝักและศึกษานอกโรงเรียน 3 ครั้ง

ครั้งที่หนึ่ง นำนักเรียนไปศึกษาและฝึกหัดปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ มีกำหนด 3 เดือน

ครั้งที่สอง นำนักเรียนห้องเล็ก และห้อง 1 (ส่วนห้อง 2 ถึงห้อง 4 ฝากไปกับเรือรบในกระบวนฝึกซ้อม) ไปฝึกทางทะเลทางฝั่งตะวันออกของอ่าวสยามโดยเรือนฤเบนทร์บุตรี ไปถึงเกาะจวง เป็นเวลา 1 เดือน การไปฝึกทางทะเลคราวนี้รวมอยู่ในกองเรือ “การฝึกซ้อมการเดินเรือและวิธียุทธ์” มีพลเรือตรี กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์(3) เป็นผู้บังคับการกองเรือ กองเรือนี้ประกอบด้วย ร.ล. มกุฎราชกุมาร, ร.ล. พาลีรั้งทวีป, ร.ล. สุครีพครองเมือง, ร.ล. มูรธาวสิทธิสวัสดิ์, ร.ล.รานรุกไพรี, ร.ล. ยงยศอโยชฌิยา, ร.ล. เทวาสุราราม และ ร.ล. นฤเบนทร์บุตรี (4)

ครั้งที่สาม ฝากนักเรียนชั้น 2 ถึงชั้น 4 ไปฝึกกับ ร.ล.มูรธาวสิทธิสวัสดิ์ทางปักษ์ใต้ถึงเมืองกลันตัน

(1) ปัจจุบันนี้รื้อสร้างเป็นที่ทำการกรมยุทธศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2498

(2) ข.ท.ร. เล่ม 1 บทที่ 38

(3) พลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

(4) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 123 แล้วภายหลังเรือนฤเบนทร์บุตรี ได้โอนไปให้กรมราชนาวีเสือป่าได้ชื่อใหม่ว่า “อาษาสู้สมร” เพื่อใช้ในการฝึกหัดต่อไป เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยกิจการทางทหารเรือหรือทางทะเลเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่อาจทรงก้าวก่ายมายังทหารเรือที่แท้ได้ จึงทรงตั้งกรม "ราชนาวีเสือป่า” ขึ้น โดยทุนของพระองค์ท่านเอง

31. ด้วยระเบียบอัตราเงินเดือนของข้าราชการในกรมทหารเรือยังไม่เป็นอัตราแน่นอนเพราะฉะนั้นเมื่อวันที่ 19 เมษายน ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) กรมทหารเรือจึงได้มี คำสั่งที่ 12/243 วางระเบิดอัตราเงินเดือน และเงินค่าวิชาเพิ่มพิเศษของข้าราชการทหารเรือและให้ใช้ตั้งแต่ ศก 123 (พ.ศ. 2447) เป็นต้นไปดังนี้
 

ยศ

เงินเดือน

ชั้น 1 

ชั้น 2

ชั้น 3

นายพลเรือเอก

2400

2000

1600

นายพลเรือโท

1200

1000

800

นายพลเรือตรี

700

600

500

นายเรือเอก

400

360

320

นายเรือเอกผู้ช่วย

300

260

220

นายเรือโท

200

180

160

นายเรือโทผู้ช่วย

140

130

120

นายเรือตรี

100

90

80

นายเรือตรีผู้ช่วย

70

65

60

 

เงินค่าวิชาเพิ่มพิเศษ

ประเภท 1

 ประเภท 2

ชั้น 1

400

200

ชั้น 2

200

100

ชั้น 3

100

50

นายทหารประทวนชั้นพันจ่า

พันจ่าเอก 50

พันจ่าโท 46

พันจ่าตรี 42

 นายทหารประทวนชั้นจ่า

ยศ

ชั้น 1

ชั้น 2

ชั้น 3

จ่าเอก

40

36

32

จ่าโท

30

26

22

จ่าตรี

20

18

16

ข้าราชการชั้นเสมียน

เสมียนเอก 50 ขึ้นปีละ 5 บาท จนถึง 75 บาท

เสมียนโท 30 ขึ้นปีละ 4 บาท จนถึง 50 บาท

เสมียนตรี 20 ขึ้นปีละ 2 บาท จนถึง 30 บาท

ซึ่งเป็นการควรทราบไว้ว่าทางการได้วางอัตราเงินเดือนแน่นอนตั้งแต่เมื่อใดเพราะเมื่อออกเป็นนายทหาร ตนจะได้รู้ว่ามียศอย่างใดและมีเงินเดือนเท่าใด เป็นต้น

32. ด้วยเครื่องหมายเหล่าของทหารแผนกต่าง ๆในสมัยนั้น ยังปะปนสับสบกันอยู่จนเมื่อวันพุธที่ 27 เมษายน ร.ศ. 123 (พ.ศ.2447) กรมทหารเรือจึงได้มีคำสั่งที่ 22/331 แบ่งนายทหารออกเป็นพลรบ และผู้ช่วยพลรบ ตลอดจนเครื่องหมายดังนี้

(ก) นายทหารชั้นสัญญาบัตร ซึ่งนับว่าเป็นพลรบ คือ กองเรือรบ (ในส่วนที่มีหน้าที่รบ), กองป้อม, กองพาหนะในกรมทหารฝ่ายบก, กองทหารชายทะเล กรมปลัดทัพเรือ กองโรงเรียนและกรมยุทธศึกษา ให้มีรูปพระเกี้ยวติดที่บ่ายศเป็นเครื่องหมาย

(ข) นายทหารชั้นสัญญาบัตร ซึ่งนับว่าเป็นผู้ช่วยพลรบ คือ กรมทะเบียน กรมยกกระบัตรทัพ และบรรดายกกระบัตรภามกรมกอง ช่างกล กองช่างในกรม ทหารฝ่ายบก กองพยาบาล กองแตร ให้มีดอกจันทน์ติดที่บ่ายศเป็นเครื่องหมาย

(ค) นายทหารกองหนุนไม่มีพระเกี้ยวหรือดอกจันทน์ที่บ่า

(ง) นายทหารชั้นพันจ่าไม่มีพระเกี้ยวหรือดอกจันทน์ทั้ง 2 จำพวก

กรมยุทธศึกษาและโรงเรียนให้ใช้แถบทองเล็กยาวตลอดบ่าอย่างนักเรียน

33.  การยิงปืนนอกเวลาเที่ยงวันนั้น เดิมทหารบกมีหน้าที่ยิงแล้วได้โอนมาให้ทหารเรือยิงแทน และให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีมีหน้าที่ยิง ครั้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) กรมทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 28/355 เปลี่ยนแปลงการยิงปืนเที่ยงนั้น ซึ่งแต่เดิมเคยยิงที่เรือพระที่นั่งมหาจักรี ต่อไปในกรมยุทธศึกษาจัดการยิงปืนเที่ยง ที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์เสมอไปทุกวันจึงให้กรมเรือกลและป้อมงดการยิงปืนเวลาเที่ยงในเรือพระที่นั่งมหาจักรีนั้นเสีย ทั้งนี้ให้จัดการตั้งแต่วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม ร.ศ. 123 เป็นต้นไป เรื่องนี้นักเรียนชั้นนายหมวดเป็นผู้ยิง

34. กรมทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 55/709 ลงวันที่ 2 มิถุนายน ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) หรือ (ข.ท.ร. เล่ม 1 บทที่ 33) แบ่งนักเรียนออกเป็น 2 ประเภท คือ นักเรียนประจำประเภทหนึ่ง และนักเรียนพิเศษประเภทหนึ่ง นักเรียนพิเศษนี้ได้แก่นักเรียนซึ่งได้รับอนุญาตให้เช้าไปเย็นกลับ การฝึกหัดหรือเล่าเรียนตามกำหนดเวลาในโรงเรียน ผู้ที่จะเป็นนักเรียนพิเศษได้ต้องอยู่ในความปกครองของพระบรมวงศานุวงศ์หรือข้าราชการชั้นเสนาบดี (รัฐมนตรี) หรือข้าราชการชั้นสูงในกรมทหารเรือ ประกอบด้วยความยินยอมของผู้ปกครอง กับทั้งผู้นั้นต้องเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อยต้องตามแบบธรรมเนียมและข้อบังคับกรมทหารเรือ และข้อบังคับโรงเรียนนายเรือ มีใบรับรองของผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือในส่วนความประพฤติในโรงเรียนและใบรับรองของผู้ปกครองในส่วนความประพฤติภายนอกโรงเรียน อีกทั้งต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการทหารเรือก่อนด้วย ส่วนนักเรียนประจำนั้นเป็นนักเรียนที่กินอยู่หลับนอนที่โรงเรียนอย่างเดียวกับนักเรียนในปัจจุบันนี้ นักเรียนพิเศษนั้นมาเลิกเสียเมื่อสมัยพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือทรงเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรืออีกตำแหน่งหนึ่ง และได้จัดระเบียบโรงเรียนนายเรือแบบสมัยใหม่ทั้งสิ้น

35. วิธีการเขียนวันเวลาเป็นอักษรย่อยังหามีระเบียบไม่ สมควรจะเป็นแบบเดียวกันทั้งกรมทหารเรือ ฉะนั้นเมื่อวันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) กรมทหารเรือ จึงได้มีคำสั่งที่ 58/762 วางระเบียบวิธีเขียน วัน เวลา ย่อไว้เพื่อปฏิบัติเหมือนกันในกรมทหารเรือ ฉะนั้นหนังสือราชการของกรมทหารเรือจึงใช้ตามวิธีดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

เม.ย. ตรงกับ เมษายน

 ต.ค. ตรงกับ  ตุลาคม

พ.ค. ตรงกับ  พฤษภาคม

พ.ย.  ตรงกับ  พฤศจิกายน

มิ.ย. ตรงกับ  มิถุนายน

ธ.ค. ตรงกับ  ธันวาคม

ก.ค. ตรงกับ  กรกฎาคม

 ม.ค. ตรงกับ  มกราคม

ส.ค. ตรงกับ  สิงหาคม

 ก.พ. ตรงกับ  กุมภาพันธ์

ก.ย. ตรงกับ  กันยายน

 มี.ค. ตรงกับ  มีนาคม

เลขที่ให้เขียนแต่เลขท้าย 2 เลข คือตัดคำว่า “รัตนโกสินทรศก” และ เลขศก 1 เลข, เช่น 23 มิ.ย. 22, ตรงกับวันที่ 23 มิถุนายน ร.ศ. 122

การเขียนเวลาให้ใช้เลขใหญ่ตั้งเป็นเลขโมง, เลขเล็กต่อเลขใหญ่ข้างขวาเหนือเลขใหญ่เป็นเลขนาที, เช่น 130 ตรงกับ 1 โมง 30 นาที

ตั้งแต่ 1 โมงเช้าจนถึง 5 โมง 59 นาที ให้เติมอักษร ม.ช. (แปลว่า โมงเช้า) ข้างท้ายเลข, เพื่อแสดงให้ทราบว่าเวลาเช้า เช่น 100 ม.ช. ตรงกับ 1 โมงเช้าตรงไม่มีเศษนาที หรือ 559 ตรงกับ 5 โมงเช้า 59 นาที

ตั้งแต่บ่าย 1 โมง ถึงบ่าย 5 โมง 59 นาที ให้เติมอักษร ม.บ. (แปล่าโมงบ่าย) ข้างท้ายเลข เพื่อแสดงให้ทราบว่าเวลาบ่าย เช่น 100 ม.บ. ตรงกับบ่าย 1โมงตรงไม่มีเศษนาที หรือ 5 59 แปลว่า 5 โมงบ่ายกับ 59 นาที

เวลากลางคืน ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง 11 ทุ่ม 59 นาที ให้เติมอักษร ท. (แปลว่าทุ่ม) ข้างท้ายเลข เว้นแต่เวลา 1,2,3 ยามให้เขียนอย่างอื่น เช่น 100 ท. ตรงกับ 1 ทุ่มตรงไม่มีเศษ หรือ 4 45 ท. ตรงกับ 4 ทุ่ม 45 นาที 11 59 ท. ตรงกับ 11 ทุ่ม 59 นาที

เวลาย่ำรุ่ง และเวลาย่ำค่ำ ให้เขียนเป็นตัวอักษร คือ ย.ร. (แปลว่าย่ำรุ่ง) ย.ค. (แปลว่าย่ำค่ำ) เพิ่มเลขหมายนาทีอย่างเดียวกันกับโมงอื่นๆ เช่น ย.ร. 20 แปลว่าย่ำรุ่ง 20 นาที, ย.ค. 15  แปลว่าย่ำค่ำ 15 นาทีและไม่ต้องเติมอักษร ม.ช. หรือ ม.ย. หรือ ท. อย่างหนึ่งอย่างใดข้างท้าย

เวลา 1 ยาม ใช้อักษรย่อ ย 1 , สองยาม ใช้ ย 2, สามยามใช้ ย 3, และเติมเลขหมายนาทีข้างท้าย เช่น ย 1 15 แปลว่า 1 ยามกับ 15 นาที และในเลขยามเหล่านี้ไม่ต้องเพิ่มอักษร ท. ข้างท้าย เพราะเป็นอันเข้าใจอยู่แล้วว่าเวลาใด

ถ้าจะเขียนทั้งวันเวลาให้เขียนดังนี้ 23 มิ.ย. 122 130 ม.ช. แปลว่า วันที่ 23 มิถุนายน ร.ศ. 122 เวลา 1 โมงเข้ากับ 30 นาที

เวลาเที่ยง, ย่ำรุ่ง, ย่ำค่ำ, 1 ยาม, 2 ยาม, 3 ยาม ห้ามไม่ให้เรียกว่า 12 โมง หรือ 6 โมง หรือ 3 ทุ่ม หรือ 9 ทุ่ม ให้ใช้ตามวิธีที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น เรื่องนี้เป็นการเกี่ยวข้องกับนักเรียนนายเรือด้วย จึงจำเป็นต้องทราบ

36. อนึ่งเนื่องจากป้อมวิชัยประสิทธิ์ใช้เป็นคลังเก็บอาวุธดินดำ และเป็นที่ซึ่ง โรงเรียนนายเรือนำนักเรียนไปฝึกหัดการบางสิ่ง เดิมได้จ่ายทหารจากกรมบัญชาการฝ่ายบกไปรักษา แต่ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าป้อมนี้อยู่ในความปกครองของกรมใดฉะนั้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) ทางการจึงได้ออกคำสั่ง 60/776 ชี้แจงไว้ดังนี้
ต่อไปนี้ให้ป้อมนี้ขึ้นแก่กรมยกกระบัตรเสมอกับคลังอาวุธดินปืน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมยกกระบัตรทัพเรือเพื่อใช้ในการรักษาป้อมนั้น และให้เปิดให้กองโรงเรียนนายเรือไปฝึกหัดได้ทุกเวลาและการยิงปืนเที่ยงที่ป้อมนั้นย่อมเป็นหน้าที่ของกองโรงเรียนไปตามเดิม

37. ส่วนนักเรียนนายเรือรุ่นแรกที่สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของโรงเรียนนายทหารเรือ ซึ่งยังสำรองราชการอยู่ที่กรมยุทธศึกษาทหารเรือนั้น ครั้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) กรมทหารเรือจึงได้มีคำสั่งที่ 79/935 ให้นายเรือตรีผู้ช่วย นายแฮ (เป็นนาวาโท พระพลสินธวาณัติ) นายเรือตรีผู้ช่วย นายเป้า (เป็นเรือโท) นายเรือตรีผู้ช่วย นายเผื่อน (เป็นนาวาโท พระนิกรอาษา) ซึ่งอยู่ในกรมยุทธศึกษาเวลานี้ เข้ารับราชการประจำกรมเรือกลและป้อม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ร.ศ. 123 นี้ไป นักเรียนรุ่นนี้นับเป็นรุ่นแรกที่ตั้งโรงเรียนนายเรือหรือโรงเรียนนายทหารเรือมาตั้งแต่ ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441) เป็นต้นมา

38. ตามที่กรมทหารเรือได้แบ่งยศนายทหารสัญญาบัตรเป็น 9 ชั้นอยู่ในเวลานี้ยังไม่สะดกในทางราชการ จึงเมื่อวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) กรมทหารเรือจึงได้มีคำสั่งที่ 112/1804 จัดวางใหม่เป็น 3 ชั้น เพื่อเป็นหมู่ใหญ่ขึ้นได้ ฉะนั้นในราชการกรมทหารเรือให้ใช้ดังจัดต่อไปนี้คือ

นายพลเรือเอก

นายพลเรือโท

นายพลเรือตรี

 เรียกว่านายทหารชั้นนายพลเรือ

นายเรือเอก

นายเรือโท

นายเรือตรี

 เรียกว่านายเรือผู้ใหญ่

พันจ่าเอก,โท, ตรี

เรียกว่านายเรือ

จ่าเอก,โท, ตรี

เรียกว่านายเรือ

39. เมื่อความเจริญของโรงเรียนนายเรือได้เริ่มมีขึ้นเป็นลำดับมา แต่ยังหามีระเบียบหรือกฎเกณฑ์ในการรับสมัครผู้ที่จะเข้าเป็นนักเรียนไว้ไม่ จึงทำให้ได้ผู้สมัครเป็นนักเรียนที่มีอายุอ่อนบ้างแก่บ้าง พร้อมกับวิทยฐานะความรู้ของผู้สมัครเป็นนักเรียนก็อ่อนไปบ้าง สูงไปบ้าง ย่อมไม่เป็นการสะดวกต่อการปกครองและการฝึกสอนวิชา เพราะฉะนั้นเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) กรมทหารเรือจึงดำริการที่จะจัดระเบียบใหม่สำหรับโรงเรียนนายเรือ ไว้ให้เป็นระเบียบหลักเกณฑ์สำหรับผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นนักเรียนต่อไป จึงได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้เริ่มจัดได้ดังต่อไปนี้ (1)

(1) ข.ทร. เล่ม 1 บทที่ 42 และมีแก้ไขใน ข.ทร. บทที่ 100 และ 166 กับในข้อ 1. มีข้อความของบทที่ 100 และ 166 ทับแล้ว

ข้อ 1. กรมทหารเรือจะรับคนเข้าโรงเรียนแต่ผู้ที่ได้เล่าเรียนสามัญศึกษาสอบไล่ได้ประโยคหนึ่ง (ชั้น 4 สมัยนั้น) ตามหลักสูตรของกรมศึกษาธิการแล้ว โดยกำหนดข้อความดังกล่าว

1. ต้องเป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี และไม่สูงกว่า 17 ปี

2. ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามัญศึกษา สอบไล่ได้ประโยคหนึ่งพ้นประถมศึกษาแล้ว

3. ต้องไม่มีสังกัดอยู่ในหมู่เลขไพร่หลวงกรมหนึ่งกรมใด นอกจากในกรมทหารเรือเอง

4. ต้องเป็นผู้ประพฤติดีไม่ชื่อเสียเลย

5. ต้องเป็นผู้ที่สามารถจะเล่าเรียนได้ดี คือไม่เป็นผู้เกียจคร้านและไม่รายงานประจำตัวจากโรงเรียนเดิมดี

6. ต้องเป็นผู้ไม่มีโรคสำคัญประจำตัว

7. ต้องมีผู้รับให้เป็นหลักฐานคนหนึ่ง

ข้อ 2. ส่วนนักเรียนซึ่งได้เล่าเรียนอยู่ในเวลานี้แล้ว ก็ให้เล่าเรียนอยู่ตามเดิม ตามชั้นหลักสูตรวิชาที่จะกล่าวในข้อ 3 ต่อไปนี้ แต่จำนวนนักเรียนทั้งที่มีอยู่เดิมและที่จะรับเข้าใหม่ให้มีอัตรา 150 คนก่อน เมื่อเต็มอัตราแล้วจะไม่รับต่อไป หรือถ้าภายหลังสมควรจะเปลี่ยนอัตราให้มากขึ้นจึงจะได้แก้ไขตามสมควร

ข้อ 3. ในการเล่าเรียนให้แบ่งเป็น 2 แผนก คือ

1.  แผนกสามัญศึกษา

2.  แผนกประโยคนายเรือ

แบ่งเป็นชั้นได้ดังนี้

แผนกสามัญศึกษา        แผนกประโยคนายเรือ

ชั้น 1                         ชั้น 1 (ประโยคเบื้องต้น)

ชั้น 2                         ชั้น 2

ชั้น 3                         ชั้น 3

ข้อ 4. ให้กรมยุทธศึกษาจัดนักเรียนที่เรียนอยู่ในเวลานี้ประจำชั้นตามความรู้ที่สมควรจะเข้าชั้นใดได้ (เป็นการยุบชั้นนักเรียนครั้งแรก, ผู้แต่ง) คือผู้ที่ยังไม่มีความรู้พอที่จะเข้าชั้นประโยคนายเรือได้ ก็ให้เรียนในแผนกสามัญศึกษาไปก่อนเมื่อเรียนจบชั้น 3  ในสามัญศึกษาแล้ว เป็นอันมีความรู้พอที่จะเลื่อนเข้าชั้น 2 ของประโยคนายเรือได้ ส่วนชั้น 1 หรือประโยคเบื้องตนของประโยคนายเรือนั้น มีไว้สำหรับนักเรียนจำพวกซึ่งจะรับเข้าใหม่เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่ยังไม่มีความรู้ในแบบธรรมเนียมทหารและวิชาทหารเบื้องต้น และวิชาบางอย่างซึ่งหลักสูตรของกรมศึกษาธิการไม่มีหรือมีอ่อนกว่าความต้องการของกรมทหารเรือ นักเรียนเหล่านั้นจะได้รีบเรียนขึ้นให้ทันกับการที่จะเข้าชน 2 ของประโยคนายเรือ

ข้อ 5. ตามระเบียบบทจะจัดใหม่นี้ ในส่วนเงินเดือนแผนกประโยคนายเรือชั้นเล็กหรือชั้นเตรียมคนละ 3 บาท ชั้น 1 มีอัตราคนละ 6 บาท ชั้น 2 คนละ 10 บาท ชั้น 3 คนละ 15 บาท ชั้น 4 คนละ 20 บาท (ในระเบียบใหม่นี้ยังไม่มีกัปตันตอน หรือหัวหน้ากัปตันตอนเกิดขึ้น คงมีนายหมวด, ผู้แต่ง) ส่วนนักเรียนที่ประจำอยู่ก่อนที่เปลี่ยนระเบียบนี้ ผู้ใดได้เคยรับพระราชทานอยู่แล้วเท่าใดก็ให้คงได้ไปตามเดิม จนกว่าจะเลื่อนขึ้นชั้น ซึ่งมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าที่ได้รับพระราชทานอยู่แล้วจึงให้เพิ่มขึ้นตามอัตราของขั้นนั้น ๆ

ข้อ 6. ให้กรมยุทธศึกษา และกองโรงเรียนนายเรือจัดเตรียมที่อยู่ที่เล่าเรียนและแบบวิธีเล่าเรียนไว้ให้พร้อม กำหนดรับนักเรียนเข้าใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) แต่ให้มาลงชื่อได้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ร.ศ. 124 เป็นต้นไป

40. เนื่องจากอัตราเงินเดือนข้าราชการชาวยุโรปในกรมทหารเรือยังไม่มีอัตราแน่นอน ฉะนั้น เมื่อวันที่ 10 เมษายน ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) กรมทหารเรือจึงมีคำสั่งที่ 13/70 วางอัตราเงินเดือนของข้าราชการชาวยุโรปไว้ดังนี้

ข้าราชการชาวยุโรปผู้ที่รับราชการอยู่นอกกำหนดหนังสือสัญญาแล้วจะได้รับพระราชทานเงินเดือนแบ่งออกเป็น 5 ชั้น ในชั้นหนึ่งมีกำหนดจำนวนคนและจำนวนเงินดั้งนี้

ชั้นที่หนึ่ง มีได้ 2 นาย เงินเดือนๆ ละ 900 บาท

ชั้นที่สอง มีได้ 2 นาย เงินเดือนๆ ละ 800 บาท

ชั้นที่สาม มีได้ 2 นาย เงินเดือนๆ ละ 700 บาท

ชั้นที่สี่ มีได้ 3 นาย เงินเดือนๆ ละ 650 บาท

ชั้นที่ห้า มีได้ 5 นาย เงินเดือนๆ ละ 550 บาท

ข้อ 5 มีบทที่ 100 ข้อ 14 และบทที่ 164 ทับ และขัดกัน และให้ดูกฎเสนาบดีที่ 1/130 ส่วน 0002

< กลับไปอ่านหน้า 1> | < อ่านต่อหน้า 3 >

คัดลอก เรียบเรียและเพิ่มภาพใหม่จากเรื่องเดิม ประวัติโรงเรียนนายเรือ

ลงพิมพ์ใน หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

พล.ร.ต. พระยาหาญกลางสมุทร ร.น. (ต.ช.,ต.จ.ว.,ร.ด.ม.,อ.ร.)

(บุญมี พันธุมนาวิน)

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๗

ได้ความอนุเคราะห์หนังสือจาก ร.ต. สุรพล มีเสถียร


มรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับรองความถูกต้องในบทความ ข้อมูล เนื้อหา ภายในส่วนบทความจากสมาชิกนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพ เสียง ซอฟแวร์ การเชื่อมโยง(ลิงค์) และ/หรือ บริการอื่นๆ และจะไม่รับผิดชอบในความผิดพลาดในการใช้เนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้าน การค้า การกระทำ การคาดการณ์ พยากรณ์ การวิจัย และอื่นๆ ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเฉพาะของท่านผู้เขียนแต่ละรายไป ตลอดจนข้อกำหนดทางด้านลิขสิทธิ์ กรณีที่ท่านส่งบทความที่มิได้ขออนุญาตต่อผู้ครองสิทธิ์แท้จริงนำมาลงไว้ภายในเว็บไซด์นี้ ::

 

 

© 2005 Naval Cadet Alumni Relation Club : All rights reserved