:: กลับไปหน้าแรกของ บทความจากสมาชิก ::

ตำนานโรงเรียนนายเรือ และ นักเรียนนายเรือ

ตำนานโรงเรียนนายเรือ และ นักเรียนนายเรือ [3]


41. มีนักเรียนนายเรือห้อง 4 (ซึ่งเป็นห้องสูงสุดสมัยนั้น) 4 นาย คือ นายปุย, นายปั้น, นายอิ้, นายเล็ก ซึ่งสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของกรมยุทธศึกษากรมทหารเรือจึงมีคำสั่งที่ 129/4089 ลงวันที่ 12 สิงหาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ให้เข้ารับราชการในกรมเรือกลและป้อม สวมเสื้อยศเทียบเสมอนายเรือตรีผู้ช่วย รับพระราชทานเงินเดือนอัตรานายเรือตรีผู้ช่วยชั้น 3 ตั้งแต่ 1 ก.ย. ร.ศ. 124

นักเรียนนายเรือที่ออกเป็นนาทหารรุ่นนี้ นับเป็นรุ่นที่ 2 และเป็นรุ่นสุดท้ายในสมัย นายนาวาเอก หม่อมไพชยนต์เทพ เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษา ซึ่งรุ่นต่อไปจะเป็นสมัยนายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นเจ้ากรมยุทธศึกษา

42. ในราวเดือน ตุลาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2558) กรมทหารเรือได้สั่งให้กรมยุทธศึกษาทหารเรือคัดเลือกนักเรียนนายเรือ 7 นาย เพื่อจะส่งไปศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศญี่ปุ่นและพร้อมกันนั้นเจ้านายก็ทรงถือโอกาสส่งโอรสและบุตรฝากสมทบไปเรียนวิชาทหารเรือ โดยทุนของทหารเรือด้วยอีก 4 นาย จึงรวมเป็น 11 นาย คือ

นักเรียนนายเรือ

1. หม่อมเจ้าเจริญสุขโสภาคย์ เกษมสันต์ (ต่อมาเป็นนาวาเอก)

2. นายบุญรอด (บุญชัย) (ต่อมาเป็นพลเรือตรี พระยาวิจารณ์จักรกิจ)

3. นายวงษ์ สุจริจกุล (ต่อมาเป็นพลเรือตรี พระจักรานุกรกิจ)

4. นายแดง ลางคุลเสน (เป็นพลเรือโท พระวิจิตรนาวี)

5. นายผัน ลางคุลเสน (ต่อมาเป็นขุนอนุสมธิ์สาลี)

6. นายเจริญ ประทีปะเสน (ต่อมาเป็นเรือเอก หลวงเจริญราชวาหนะ)

7. นายวาศ พัทศาสตร์ (ต่อมาเป็นเรือโท)

นักเรียนสมทบ

8. หม่อมเจ้าเสพโสมนัส เทวกุล (สิ้นชีพตักษัย ณ ประเทศญี่ปุ่น ที่เมืองโคเบ โดยกาฬโรค เมื่อ 18 ก.ย. ร.ศ. 128)

9. นายประทีป บุนนาค (ภายหลังขอกลับกรุงเทพฯ เพราะไม่ต้องการเรียนวิชาช่างกล)

10. นางช้าง บุนนาค (ต่อมาเป็นเรือเอก หลวงชลพาหนะรักษ์)

11. นางพร้อม บุณยกะลิน (ต่อมาเป็นเรือเอก ถึงแก่กรรมที่เมืองกลาสโก ประเทศสกอตแลนด์ ในระหว่างดูงานต่อเรือปืนรัตนโกสินทร์)

นายพลโทและพลเรือตรี พระยาเทพอรชุน (เจ๊ก จารุจินดา) ปลัดทัพเรือได้นำนักเรียนเหล่านี้ เฝ้ากราบถวายบังคมทูลลา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ 5) ณ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต ในตอนบ่ายซึ่งเป็นเวลาเสด็จออกขุนนางเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 22 หน้า 957) และได้ออกเดินทางโดยเรือเมล์ “เดลี” จากท่าห้างวินเซอร์ (ห้างสี่ตา)ไปยังเมืองสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ร.ศ. 124 เพื่อลงเรือลำอื่นต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น

เมื่อถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทางการทหารเรือญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้นักเรียนเหล่านี้เรียนวิชาแผนกเดินเรือ เพราะเป็นวิชานำเรือและวิชารบญี่ปุ่นห่วงแหนจึงคงอนุญาตให้เรียนแต่วิชาแผนกช่างกลเท่านั้น

นักเรียนชุดนี้เป็นชุดแรกที่ราชนาวีไทยส่งไปศึกษาวิชาทหารเรือต่างประเทศและในกาลต่อมาราชนาวีไทย ก็ได้ส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาทหารเรือ ณ ต่างประเทศเรื่อยๆ มา เช่น ประเทศเดนมาร์ก, อังกฤษ และ ฯลฯ เป็นต้น

43. เมื่อคราวที่เจ้าเฮนรี พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าไกเซอร์ พระเจ้าจักรพรรดิของประเทศเยอรมนี ได้เสด็จมาเยี่ยมโรงเรียนนายเรือ และชมป้อมวิชัยประสิทธิ์ (สร้างครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเจ้าพระยาวิชาเยนทร์) ในการเสด็จเยี่ยมของพระองค์ครั้งนี้ นักเรียนนายเรือได้ทำการซ้อมรบ อย่างทหารรายให้ทอดพระเนตร (เพราเยอรมันนิยมทหารบกเป็นชีวิตจิตใจ) พระองค์ยืนชมอยู่ทางด้านหลังท้องพระโรง

การซ้อมรบคราวนี้สมมุติเอาเนินที่ตั้งของโรงพยาบาล(1) นักเรียนเป็นที่รับเป็นการแย่งเนิน ฝ่ายเข้าตีทำการโจมตีมาเป็น 3 ด้าน เริ่มต้นจากแถวหน้าตึกตัวโรงเรียน (เดี๋ยวนี้เป็นที่ทำการกองทัพเรือ) โดยทำการขยายแถวรุกโอบล้อมมาเป็น 3 ด้าน ในวิธีการรบของทหารรายต่อสู้กันเป็นระยะใกล้เข้ามา จนเกือบประชิดตีนเนินฝ่ายรุกจึงวิ่งเข้าประจัญบานอย่างตลุมบอน เสียงไชโยสนั่นลั่นก้องพอถึงตัวกันแตรเป่าหยุดรบ แล้วเป่ารวมพลเข้าแถวเรียบร้อย

การนี้เป็นที่พอพระทัย และพอใจ ของข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ซึ่งชมการแสดงของนักเรียนเป็นอันมาก การซ้อมรบถวายครั้งนี้อยู่ในความอำนวยการของเรือเอกผู้ช่วย (นาวาโท) โอบุ๊ช อาจารย์สอนวิชาทหารรายของโรงเรียนนายเรือ

44. อนึ่ง สมัยนั้นวิชาที่ใช้สอนอยู่ที่โรงเรียนนายเรือยังมีน้อยอย่างและค่อนข้างต่ำไปเพื่อที่จะให้โรงเรียนนายเรือได้มีวิชาใช้สอนนักเรียนนายเรือให้มากอย่างและสูงขึ้นด้วย จะได้เหมาะสมกับยุคสมัย จึงเมื่อวันที่ 2 มกราคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) กรมทหารเรือจึงมีคำสั่งที่ 285/8965 ตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง คือ

1. นายพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธานกรรมการ

2. นายเรือเอก (นาวาเอก) หม่อมไพชยนต์เทพ เจ้ากรมยุทธศึกษา 1 , นายเรือ เอก ผู้ช่วย (นาวาโท) พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิบูลย์พรรณรังษี ผู้บังคับการกองโรงเรียนนายเรือ 1, เป็นองค์กรรมการ

3. นายเรือตรี (เรือโท) คอน เปรียญ เป็นเลขานุการ มีหน้าที่จัดวิชาในโรงเรียนนายเรือเสียใหม่ให้สมสมัย

(1) เดี๋ยวนี้เป็นกองวิทยุสื่อสาร

เมื่อได้มีกรรมการจัดวิชาในโรงเรียนนายเรือเสียใหม่เรียบร้อยแล้ว นับว่าโรงเรียนนายเรือได้มีหลักสูตรใหม่เพิ่มเติมให้นักเรียนได้เรียนสูงยิ่งขึ้น จึงได้มีนายทหารชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวนในกรมเรือกลและป้อม มีความสนใจ และบางนายขอสมัครเข้าเล่าเรียนวิชาในโรงเรียนนายเรือตามหลักสูตรใหม่นั้น เพื่อจะได้มีความรู้สูงขึ้นไปให้สมกับหน้าที่การงาน เรื่องนี้กรมทหารเรือมีความยินดีที่นายทหารเหล่านั้นต้องการหาความรู้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น จึงลงคำสั่งที่ 314/9909 ลงวันที่ 30 มกราคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) อนุญาตให้นายทหารที่สมัครเหล่านั้นเข้าศึกษาวิชาที่โรงเรียนนายเรือได้ แต่ภายหลังนายทหารเหล่านี้ ได้ล้มเลิกกันไปเองในสมัยที่ในกรมหลวงชุมพรฯ มาทรงรับตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษา เนื่องจากนายทหารเหล่านั้นมีพื้นความรู้เดิมไม่เพียงพอกับวิชาใหม่ที่จัดขึ้น

45. เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) กรมทหารเรือได้มีคำสั่ง 320/10016 ให้เลิกการยิงปืนบอกเวลาเที่ยงวันและสัญญาเพลิงไหม้ที่กรมยุทธศึกษาเป็นหน้าที่อยู่นั้นเสีย ให้ย้ายไปเป็นหน้าที่ของกรมเรือกลและป้อมต่อไป โดยให้ยิงปืนบอกเวลาเที่ยงและสัญญาเพลิงไหม้ จากเรือรบลำใดลำหนึ่งผลัดเปลี่ยนกัน

46. เมื่อราวประมาณต้นเดือน มกราคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) เวลาที่นักเรียนกำลังรับประทานอาหารเช้าได้คนละคำ 2 คำ ก็ปรากฏว่า มีลูกหนูตายปนกับเปลือกแตงโมแกงส้ม (แกงส้มเปลือกแตงโมกับปลาช่อนแห้ง) นนร. อยู่ (อยู่หมู) ห้อง 2 ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะผู้ใหญ่เป็นผู้จะตักเข้าปาก พอแลเห็นลูกหมูเขาก้อร้องโวยวายว่า “แกงหนูอย่ารับประทาน” โต๊ะผู้ใหญ่ซึ่งทรงอิทธิพลอยู่แล้วก็ลุกฮือขึ้นหมด ประกาศก้องว่า “พ่อครัว แกงหนูให้รับประทาน  นักเรียนทั้งหลายจงอย่ารับประทาน” นักเรียนทุกโต๊ะลุกฮือขึ้นหมดบ้าง นายหมวดที่นั่งประจำโต๊ะจะว่ากล่าวห้ามปรามก็ไม่มีใครฝัง โต๊ะผู้ใหญ่สั่งเด็ดขาดไม่ยอมให้ผู้ใดรับประทาน และขอให้โหวดให้พ่อครัวออกเสียหาคนใหม่แทน เนื่องจากพ่อครัวทำกับข้าวไม่อร่อย แล้วยังบ่ายเบี่ยงกินกำไรจากเบี้ยเลี้ยงนักเรียนอีก (ตามที่เข้าใจกัน) พ่อครัวคนนี้ชื่อนายสวน เป็นคนของ นาวาเอก หม่อมไพชยนต์เทพ เจ้ากรมยุทธศึกษา
นักเรียนพากันไปหาอาหารรับประทานกันเอง มีการซื้อขนมปังปอนด์โฮเต็ลจากจีนช้าง ซึ่งแจวเรือมาขายทุกวัน โอเรียลแตลโฮเต็ลทำขนมปังปอนด์เป็นแห่งเดียวสมัยนั้น เรียกกันว่า “ขนมปังโฮเต็ล” ปอนด์ละ 2 ไพ ราว 6 สตางค์ เอามาจิ้มนมกระป๋อง ๆ ละ 1 สลึง หรือจิ้มน้ำตาลทรายเพียง 3 อัฐ ก็ได้ห่อใหญ่ๆ หรือซื้อข้าวแกงตามริมเขอน หรือตามแพที่ขายอาหาร (เวลานั่นมีแพขายของจอดอยู่หน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ และหน้าวัดแจ้งหลายหลัง) นักรเยน นัดหยุดรับประทานอาหารของหลวงครั้งนี้เป็นข่าวโด่งดังมาก ยังทราบถึงกรมทหารเรือภายใน 1 วัน ระหว่างนั้นนักเรียนคงเข้าห้องเรียน แต่ต่อมาหยุดหมดทุกอย่าง เนื่องจากไม่มีเรี่ยวแรง นักเรียนจับกลุ่มเป็นกลุ่ม ๆเพื่อรวมอัฐ (สตางค์) ซื้ออาหารมากน้อยตามกลุ่มที่ชอบพอกัน การเรื่องนี้ทำให้เจ้ากรมหัวเสียมาก นักเรียนเลยพากันชังหนักขึ้น เนื่องจากไม่เอานายสวนพ่อครัวออก

เมื่อนักเรียนพากันไม่รับประทานอาหารของหลวงมาได้สัก 2-3 วัน ก็พากันออกเพ่นพ่านข้ามฟากมาท่าเตียน,ตลาดวัดแจ้ง และลาไปบ้านเพื่อหาอาหารและอัฐ (สตางค์) มาซื้ออาหารมีการเรียกแถวและตักเตือนให้นักเรียนรับประทานอาหารที่ทำไว้ทุกเวลานั้น เป็นครั้งคราว แต่นักเรียนก็คงไม่รับประทานอาหาร เพราะความประสงค์ต้องการให้มีการเปลี่ยนพ่อครัวใหม่ ก็ยังหาเปลี่ยนไม่ การนี้ดูออกจะลุกลามไปใหญ่แทนที่จะสงบ เมื่อการหยุดรับประทานอาหารมาได้ราวสักครึ่งเดือน กรมทหารเรือมีความสนใจอยู่แล้ว และเกรงจะลุกลามและเสียราชการในส่วนโรงเรียน จึงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) กรมทหารเรือจึงมีคำสั่งที่ 350/10864 ให้ พลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการทหารเรือมาทรงระงับเหตุ พระองค์ทรงยอมให้เปลี่ยนพ่อครัวใหม่ และจัดพันจ่าประจำโรงเรียนไปทำอาหารแทนชั่วคราว เหตุการณ์จึงสงบลง ภายหลังนักเรียนเข้าทำอาหารกันเองโดยผลัดเปลี่ยนกัน ในที่สุดทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ท่านเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ แต่ 1 มี.ค. ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) เป็นต้นไป ส่วน นาวาเอก หม่อมไพชยนต์เทพ ก็ออกเป็นนายทหารกองหนุนในวันเดียวกันนั้น

47. เมื่อพระองค์ท่านทรงเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษา จึงเป็นโอกาสและมีหน้าที่จะต้องวางระเบียบแบบแผนตลอดจนวิชาที่จะให้นักเรียนได้ศึกษา เมื่อศึกษาจบหลักสูตรออกเป็นนายทหารเรือ จะต้องเป็นนายทหารเรือที่สามารถนำเรือไปในทะเลลึก และพร้อมกันนั้นจะต้องสามารถนำเรือทำการรบได้ด้วย จึงได้ทรงวางระเบียบและวิธีการของพระองค์ใหม่ ซึ่งทหารเรือไทยได้รับช่วงเป็นหลักราชการอันสำคัญมาตราบเท่าทุกวันนี้ นับว่าเป็นประวัติการและเกียรติประวัติและเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่ง

48. โดยทรงเห็นว่านักเรียนขณะนั้นมีความรู้อ่อนมา ไม่สามารถที่จะนำเรือไปได้ในทะเลลึกในเมื่อเรียนจบหลักสูตรออกเป็นนายทหารเรือ เนื่องจากใช้หลักสูตรต่ำไป พร้อมกันนั้นประกอบกับนักเรียนมีอายุมาก (เพราะนักเรียนบางคนมีอายุเกือบ 30 ปีก็มี) จึงได้ทรงให้นักเรียนชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในสมัยนั้นสอบไล่ออกเป็นนายทหารเป็นการ รุศักราช(1) เสียชั้นหนึ่ง แล้วทรงจัดระเบียบใหม่ให้เข้ากับแบบแผนของทหารเรืออารยประเทศ ส่วนนักเรียนที่เหลือคือนักเรียนชั้นเล็ก ชั้น 1 ชั้น 2 และ ชั้น 3 ทรงยุบชั้นลงมาเป็นชั้นเล็กหรือชั้นเตรียมทั้งหมด เพื่อเตรียมสอบผ่านเข้าชั้นกันใหม่ต่อไป นับเป็นการยุบชั้นครั้งที่ 2.

กับทรงพระอนุญาตว่า “ผู้ที่สอบไล่ชั้น 4 ได้แล้วนั้น จะออกเป็นนายทหารก็ได้ หรือจะสมัครกลับเข้าเป็นนักเรียนชั้นเตรียม เพื่อเรียนวิชาใหม่ก็ได้ โดยจะได้ทรงสอนวิชาเพิ่มเติมให้”

ในครั้งนั้น นนร.ศรี กมลนาวิน เป็นผู้ที่สอบไล่ได้จะออกเป็นนายทหารด้วยผู้หนึ่งไม่ยอมออก ได้สมัครเข้าเป็นนักเรียนชั้นเตรียมเพื่อเรียนวิชาใหม่เพิ่มเติมผู้เดียว
เมื่อทรงยุบชั้นเรียนทุกชั้นมาเป็นนักเรียนชั้นเตรียมหมดแล้ว ก็ทรงให้นักเรียนเข้าสอบไล่ความรู้เพื่อเลื่อนชั้นใหม่ตามหลักสูตรของพระองค์

มีนักเรียนสอบไล่ขึ้นชั้น 1 ได้หลายนาย และทรงพระกรุณาให้นักเรียนที่สอบขึ้น ชั้น 1 สอบขึ้น ชั้น 2 ได้ทันที ก็หามีนักเรียนผู้ใดกล้าเข้าสอบไม่ นอกจาก นนร.ศรี และ นนร. เปล่ง 2 นายเท่านั้น จึงได้เข้าสอบผ่านข้อสอบของชั้น 1 ได้ขึ้นอยู่ชั้น 2 ทันที การที่จะสอบผ่านชั้น 1 ขึ้นชั้น 2 มีวิชา พิชคณิต เรขาคณิต ภาษาอังกฤษ (ยากหน่อย) ปนอยู่ ซึ่งเป็นวิชาที่นักเรียนไม่เคยเรียน และไม่มีการสอนในโรงเรียนของรัฐบาลแห่งใดในสมัยนั้น

ส่วนนักเรียนที่สอบขึ้นชั้น 1 ไม่ได้ (คงให้อยู่ชั้นเตรียม ให้เรียนแก้ตัวอีก 3 เดือน) และทำการสอบขึ้นชั้น 1 ถ้าผู้ใดไม่ได้ให้ออกเลยเป็นการล้มชั้นเตรียมทีเดียว และทรงเลิกนักเรียนพิเศษเสียด้วย

(1) รุศักราช แปลว่า ล้ม เลิก ล้าง ในสมัยนั้น

การศึกษาตามระเบียบใหม่นี้ ได้แบ่งเป็น 5 ชั้น (การศึกษาแบบ 5 ชั้นนี้ได้ดำเนินมาจนถึงปลาย พ.ศ. 2460 แต่ในขณะนี้มีนักเรียนอยู่เพียงชั้น 2 เท่านั้น

เพื่อที่จะให้มีนักเรียนประจำทุกชั้นนี้ กับความต้องการที่จะให้นักเรียนสำเร็จการศึกษาออกเป็นนายทหารเรือโดยเร็ว จึงให้มีกำหนดสอบไล่เลื่อนชั้นทุก 3 เดือน

ฉะนั้นถ้านักเรียนคนใดเจ็บบ่อย ๆ หรือปัญญาทึบแล้ว จึงเรียนไม่ใคร่ตลอดจบหลักสูตร สำหรับเป็นนายทหารเรือเดินเรือในทะเลลึกได้

เมื่อการสอบไล่เลื่อนชั้นทุก 3 เดือน เช่นนี้ นนร. ศรี กมลนาวิน จึงสามารถสอบเลื่อนชั้นเรียน สำเร็จออกเป็นนายทหารเดินเรือ ในทะเลลึกได้ ในเวลาปีเศษเท่านั้น คือเมื่อปลาย พ.ศ. 2449 นับว่าเป็น นนร. คนแรก เพราะอาศัยเรียนตัวต่อตัวกับพระองค์ท่าน และประกอบกับเป็นผู้รู้ภาษาอังกฤษดี จึงเรียนจากตำราที่เป็นภาษาอังกฤษด้วยตนเองได้ เพราะเวลานั้นตำราที่เป็นภาษาไทยไม่มี

ส่วน นนร. เปล่ง นั้น เรียนไปเพียงสอบผ่านชั้น 4 ได้ก็ลาออก สมัครเข้ารับราชการในกรมเรือกลและป้อม เมื่อ 1 มกราคม ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) ได้รับยศเป็นพันจ่าเอก

49. วิชาที่ให้นักเรียนศึกษา คือ การเรือ, เดินเรือ, ดาราศาสตร์, ตรีโกณมิติ, อุทกศาสตร์, การกล, เมนสุเรชั่น, เลาขาคณิต, พิชคณิต, เลขคณิต, ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, ธงชาติๆ ต่างๆ , สัญญาณสากล, ปืนใหญ่, ยิมแนสติค และ ฯลฯ เป็นต้น

อาจารย์ที่สอนความรู้ให้กับนักเรียน ตามระเบียบ หลักสูตรใหม่นี้ก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย มีพระองค์ท่านเอง, พลเรือโท พระยาดำรงราชพลขันธ์ (คอน บุนนาค), นาวาเอก พระยาสาครสงคราม (สุริวเศ อมาตยกุล) นาวาเอก พระวิทยุทุระลิขิต (ฮั่ง โชติกเสถียร), นาวาโท พระพินิจจักรภัณฑ์ (ป๋า สุสาขา), เรือเอก พระวรพากษ์พจน์สิทธุ (โมน โมนยกุล) เรือเอก หลวงวิเศษสฤษดิการ (เกลี้ยง เดชดำรง), รองอำมาตย์เอก หลวงอินทรภักดี (อิ้น สงวนพงษ์), เรือตรี สุด คงศริ, เรือตรี แพ. เรือตรี สิริ และนายบุญ เป็นต้น ต่อมาใน ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) ได้มีนายเรือตรี ศรี กมลนาวิน (พลเรือโท พระยาราชวังสัน) และใน ร.ศ. 127 (พ.ศ. 1451) ได้มี นายเรือตรี บุญมี (บุญมี พันธุมนาวิน) พลเรือตรี พระยาหาญกลาง สมุทร์ มาเป็นอาจารย์ช่วยทำการสอนนักเรียนเพิ่มขั้นอีก

50. การปกครอง โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนทหารเรือ จึงได้จัดระเบียบการปกครองอย่างเรือรบ คือ แบ่งออกเป็นกราบ เป็นตอน ได้แบ่งนักเรียนทั้งหมดออกเป็น 8 ตอน คือ ตอนหัวเรือขวา,ตอนหัวเรือซ้าย, ตอนเสาหน้าขวา, ตอนเสาหน้าซ้าย, ตอนเสาหลังขวา, ตอนเสาหลังซ้าย, ตอนท้ายเรือขวา, ตอนท้ายเรือซ้าย ได้เลือกนักเรียนที่มีอายุพอสมควร มีความประพฤติและความสามารถดีขั้นเป็นนายตอน เรียกว่า กัปตันตอน เป็นผู้ควบคุมแต่ละตอน แล้วเลือกนักเรียนที่สามารถและมีความประพฤติดีที่สุด ขั้นเป็นหัวหน้านายตอน เรียกว่าหัวหน้ากัปตันตอนอีกทีผู้หนึ่ง มีหน้าที่ควบคุมนักเรียนทั้งหมด รองมาจากผู้บังคับการโรงเรียน, เวลานั้นหัวหน้ากัปตันตอน ได้แก่ นนร. ศรี กมลนาวิน

สมัยนั้น ต้นเรือ, ต้นปืน, ต้นตอร์ปิโด และนายกราบ ยังไม่มีประจำโรงเรียน คงใช้หัวหน้า, กัปตันตอน และนายตอน ควบคุมนักเรียนโดยตรง

51. เนื่องจากที่หาผู้สมัครเข้าเป็นนักเรียนนายเรือได้ยาก เพราะคนไทยยังไม่นิยมทางทะเล กลัวเมาคลื่น ประกอบกับมีความยากลำบากต่าง ๆ ตลอดจนภัยธรรมชาติในทางทะเล และพากันหาว่าเป็นทหารเหล่าต่ำ เพราะเวลานั้นทหารเรือมักถูกไปทำงานโยธาตามวังเจ้าบ้านนาย และงานหลวงคล้ายกับกรรมกรเป็นส่วนมาก จึงต้องใช้วิธีให้เงินเดือนหรือเท่ากับจ้างให้มาเรียน (นักเรียนสมัยนั้นถ้าไม่ชอบใจหรือกระทบความลำบากเข้าบ้างมักพาลลาออกเสียง่าย ๆ ) กับจะได้เป็นเครื่องจูงใจให้มีผู้ที่มีความรู้สูงสมัครเข้าเป็นนักเรียนมากขึ้น

เงินเดือนประจำชั้น มีอัตราดังนี้ ชั้น 1 คนละ 3 บาท ชั้น 2 คนละ 6 บาท ชั้น 3 คนละ 10 บาท ชั้น 4 คนละ 15 บาท ชั้น 5 คนละ 20 บาท ส่วนผู้ที่เป็นกัปตันตอนหรือนายตอนให้เพิ่มอีกเดือนละคนละ 17 บาท หัวหน้ากัปตันหรือหัวหน้านายตอนให้เพิ่มเดือนละ 20 บาท

52. เมื่อต้น รศ. 125 (พ.ศ. 2449) เมื่อในกรมได้ทรงจัดระเบียบการเรียนและวิชาที่นักเรียนต้องเรียนมากขึ้น ก็ต้องการสถานที่เรียนและฝึกหัดออกเป็นแห่ง ๆ ไป เช่นโรงเรียนยิมแนสติค การฝึกหัดทหารราบ ฟุตบอล และ ฯลฯ เป็นต้น จึงทำให้บริเวณโรงเรียนซึ่งอยู่ภายในกำแพงพระราชวังเดิมคับแคบไปเมื่อเช่นนี้จึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องขยายบริเวณโรงเรียนให้กว้างขวางออกไปอีก จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เวรคืนที่ดินของราษฎรที่ปลูกสร้างอยู่นอกกำแพงพระราชวังเดิม คือ ทางด้านทิศตะวันตกไปจดคลองวัดโมฬีโลก ( วัดท้ายตลาด) ด้านทิศเหนือจดเขตวัดอรุณราชวราราม ด้านทิศใต้จดเขตวัดโมฬีโลก เป็นบริเวณกว้างขวางขึ้นอีกเพียงพอกับความต้องการในยุคนั้น

53. ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) ได้เปิดโรงเรียนนายช่างกลขึ้นอีก โรงเรียนหนึ่ง แยกศึกษาวิชาคนละสาขากับนักเรียนนายเรือ เว้นแต่วิชาอย่างเดียวกันส่วนการกินอยู่ หลับนอนคงเป็นไป เช่นเดียวกับนักเรียนนายเรือในระเบียบปกครองเรือรบฉะนั้นจึงมีตอนของนักเรียนช่างกลขึ้น 2 ตอน เรียกว่า นักเรียนนายช่างกล ตอน 1 และนักเรียนนายช่างกล ตอน 2 นักรเยนายช่างกลเหล่านี้ ได้รับสมัครจากนักเรียนนายเรือ ที่สมัครจะเรียนวิชาทางช่างกลนั่นเอง ดังนั้นโรงเรียนจึงได้แยกออกเป็น 2 โรงเรียนขึ้น คือ โรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนนายช่างกล ยังคงมีนายเรือโท พระองค์เจ้าวิบูลย์พรรณรังษี เป็นผู้บังคับการโรงเรียนตามเดิม

ใน พ.ศ. ต่อมาได้เปิดรับสมัครผู้ที่จะสมัครเขาเป็นนักเรียนนายช่างกล เช่นเดียวกับนักเรียนนายเรือ และแบ่งการเรียนออกเป็น 5 ชั้น อย่างนายเรือ

54. เมื่อได้ทรงสร้างโรงเรียนช่างกลขึ้นแล้ว แต่สถานที่สำหรับฝึกหัดงานทางปฏิบัติของนักเรียนยังหามีไม่ จึงทรงสร้างโรงงานขึ้น โดยสั่งหม้อน้ำ, เครื่องจักร และ ฯลฯ มาจากที่ต่าง ๆ ที่พอจะประกอบเป็นโรงงานขนาดย่อม ๆ โดยเครื่องอุปกรณ์เหล่านี้ให้นำมาทางเรือเทียบตลิ่ง ที่เป็นท่ากรมอุทกศาสตร์ปัจจุบันนี้ ในตอนหลังอาหารเย็นแล้วให้นักเรียนทั้งหมดทำปั้นจั่นใช้ซุงขนาดย่อมเป็นเสาผูกเชือกกรอกพร้อมยอเครื่องอุปกรณ์เหล่านั้นขึ้นจากเรือ แล้วกลิ้งบ้าง เข็นบ้าง หาบหามบ้าง ไปยังโรงงานที่สร้างแล้ว(1) เข้าประกอบตามส่วนต่อไป ใช้เวลาในการขนย้ายนี้ราวครึ่งเดือนจึงเสร็จ พร้อมกันนี้ก็ทรงให้สร้างโรงอาหารและโรงยิมแนสติคของนักเรียนต่อจากโรงงานของนักเรียนนายช่างกลไปทางทิศตะวันตก นักเรียนจึงได้ย้ายสถานที่รับประทานอาหารจากที่เดิม ไปยังสถานที่สร้างใหม่แต่บัดนี้(2)

การจัดโต๊ะอาหารคงจัดเช่นเดิม ใช้นายตอนเป็นหัวหน้าโต๊ะ ส่วนโต๊ะกลางที่คั่นอยู่เป็นโต๊ะเสวย มีอาจารย์และหัวหน้าตอนร่วมเสวยด้วย กับทรงให้นายตอนและนักเรียนชั้นสูงเข้าร่วมโต๊ะเสวยวันละ 1 นาย เพื่อฝึกมารยาทในการนั่งโต๊ะ ส่วนโต๊ะอาหารผู้ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลนั้นไม่มีอีกแล้ว

55. เมื่อในกรมทรงมารับตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือนั้น นอกจากจะทรงวางระเบียบแผนการศึกษาใหม่แล้ว ยังทรงสนพระทัยในการก้าวหน้าของนักเรียนในประกาศต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง เสด็จมาถึงโรงเรียนราว 09.00 น. และทรงกลับวังราว 22.00 น. เกือบทุกวัน ในระหว่างเวลาเหล่านี้นอกจากการสอนในชั้นเรียนแล้ว ยังทรงฝึกหัดการต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนมีความชำนิชำนาญที่จะเป็นนายทหารเรือชั้นเยี่ยม จึงได้ทรงให้มีกิจการเหล่านี้ขึ้นอีก เพื่อให้นักเรียนได้มีความชำนาญทางเชือก เสา เพลา ใบ และอื่นๆ ได้ทรงสร้างเสาขึ้นริมกำแพงด้านใต้ของโรงเรียน(3) เสานี้ประกอบด้วยพรวน 3 ชั้น ชั้นล่างเรียกว่า ชั้นตังเก็ด ชั้นกลางเรียกว่า ชั้นกาวี ชั้นบนเรียกว่า ชั้นตาโบ๊ต มีใบ เชือก รอก และ ฯลฯ ฝึกหัดให้นักเรียนวิ่งขึ้นลงทำการกางใบ ม้วนใบ ดาดพรวน (ขึ้นทั้งรองเท้า) และ บางโอกาสก็ถอดพรวนลงเป็นชั้น ๆ ทั้งหมดตลอดจนถอดเสาท่อนบนที่ต่อกับเสาท่านล่างลงหมด แล้วเอาขึ้นประกอบใหม่ให้คงรูปเดิม การฝึกแบบนี้เป็นงานหนักและอันตรายมาก (เพราะเวลานักรเยนวิ่งขึ้นลงเสาขยายแถวออกตามพรวนเพื่อกางใบหรือม้วนใบถ้ามือไม่ไวหรือเหนียวแน่นอาจตกได้กับเวลาเอาพรวนหรือเอาเสาขึ้นลงมาได้ แต่ก็นับว่าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น นอกจากรอกหนีบมือบ้างเป็นต้น) นักเรียนมีความเก่งกาจและชำนิชำนาญในทางขึ้นเสาลงเสา เชือก รอกและอื่น ๆ ในวิชาการเรือแผนกนี้เป็นอย่างดี

เมื่อใกล้จะถึงกำหนดเปิดโรงเรียนได้ทรงเพิ่มพรวนชั้นสูงขึ้นอีกชั้นหนึ่งเรียกว่า ซาโบ๊ต สูงพอควร มองเห็นทุ่งแนวพญาไทลิบๆ เสาที่ใช้ตั้งขึ้นเพื่อฝึกหัดนักเรียนนี้ เดิมเป็นเสาต้นกลางของเรือทูลกระหม่อม ซึ่งปลดจากประจำการขายทอดตลาด มาตั้งเป็นเสาใบเรือขึ้น เรือทูลกระหม่อมลำนี้เป็นเรือใบสามเสา ไม่มีเครื่องจักรอย่างอื่นช่วยให้เรือเดิน เป็นเรือใบลำใหญ่ที่สุดในสยาม ใช้ปืนใหญ่ทองเหลืองบรรจุทางปากกระบอก ตั้งตามช่อง 2 ข้างกราบเรือ

(1) รื้อสร้างเป็นตึกโรงเรียนจ่าพลาธิการ เมื่อ พ.ศ. 2498

(2) เป็นกองวิทยาศาสตร์เกือบหมด เหลืออยู่ทางทิศตะวันตกอีกเล็กน้อย

(3) เสานี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทิศตะวันตกกรมเสนาธิการปัจจุบันนี้ และได้รื้อลงนานแล้ว

56. เพื่อจะให้นักเรียนมีความกล้าหาญ ได้ทรงตั้งกองดับเพลิงขึ้น ประกอบด้วยหมวดสูบน้ำดับเพลิง ( เป็นหน้าที่ของนักเรียนนายช่างกล) หมวดผ้าใบบังกันความร้อน หมวดถังสังกะสีตักน้ำสาดเพลิง หมวดขนยานสำหรับรื้อถอน หมวดพยาบาล และหมวดช่วยเหลื่อทั่ว ๆ ไป เวลาเพลิงไหม้ไม่ว่าที่ใดและเวลาใดในเขตพระนครและธนบุรี กองดับเพลิงจะต้องไปทำการดับทั้งสิ้น มีพระองค์ท่านบัญชาการ

การดับเพลิงนี้เป็นที่ชอบใจและวางใจของราษฎรมาก เพราะนักเรียนตัวเล็กๆ แคล่วคล่องว่องไว มีมารยาทและวัฒนธรรมดี จึงไม่เป็นที่รังเกียจในการช่วยเหลือผู้คนและช่วยขนย้ายเข้าของ

เพื่อความพร้อมเพรียงและว่องไว พระองค์ทางให้เป่าแตรเหตุสำคัญย่อยๆ นักเรียนจะต้องรีบขึ้นไปแต่งตัวด้วยเครื่องสนามโดยเร็วแล้วเข้าแถวตามตอนคอยคำสั่งต่อไป การนี้ดูออกจะเกรียวกราวและคึกคักมาก ถ้าใครล้าหลังหรือช้ามาก เป็นหวังได้รับหางเชือก

57. การรบบนบกของทหารเรือย่อมต้องมีในบางโอกาส จึงได้ทรงให้นักเรียนหัดปืนใหญ่สนาม ขนาดกระสุนหนัก 1 ปอนด์ หัดลากจูง หัดถอดประกอบเป็นชิ้น ๆ เพื่อการรุกหน้าหรือถอยหนีในเมื่อจำเป็นในตำบลที่เป็นโขด เป็นเนิน ได้อย่างคล่องแคล่ว มีอยู่ 4 กระบอกเรียกว่า “กองร้อยปืนใหญ่”

58. เพื่อให้นักเรียนรักชาติและรักเกียติทหารเรือให้แน่นแฟ้น เนื่องจากการถูกรุกรานทางทะเลจากนาวีฝรั่งเศส เมื่อ ร.ศ. 112 และจังหวัดตราดถูกยึดทำให้เสียดินแดนไป 143,000 ตารางกิโลเมตร พร้อมกับเงินค่าทำขวัญกับจังหวัดจันทบุรีถูกยึดเป็นประกัน จึงทรงให้นักเรียนสักตราดไว้ที่หน้าอกทุกคน เป็นเครื่องจดจำไว้ ผู้ใดไม่สัก ทรงกริ้ว หาว่าไม่รู้จักรักชาติ นอกจากนี้ยังจะต้องสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ของแขนหรือสักทั่วแขนเพื่อแสดงว่าเป็นชาวทะเลจริง ๆ อย่างที่สากลนิยมกัน

112

ตราด

ต่อจากการสักแล้ว ทรงแต่งเพลงทหารเรือ ฮะเบตสมอ และอื่น ๆ ซึ่งมีอยู่หลายบทด้วยกัน ให้นักเรียนร้องเพื่อปลุกใจให้กล้าหาญและรักชาติให้สมกับเป็นทหารเรือไทย
ได้ทรงสร้างเรือขึ้นลำหนึ่ง สำหรับฝึกให้นักเรียนชั้น 4 ชั้น 5 หาเข็มผิดดิวิเอชั่น และสอดแม่เหล็กแก้ให้เข็มถูกต้องตามทิศจริง เพื่อนำเรือออกท้องทะเลลึกได้โดยเข็มไม่ผิด ซึ่งจะเป็นการได้แก้เผ็ดในเมื่อถึงคราวต้องป้องกันการรุกราน ที่อาจจะมีขึ้นอีก

เรือลำนี้มีชื่อว่า “น้ำตาล” ที่หัวเรือเขียนว่า “ร.ศ. 112” เพื่อเอาความหวานแก้เผ็ดร้อน เมื่อโรงเรียนนายเรือย้ายไปอยู่ “เกล็ดแก้ว” ได้รื้อเรือลำนี้ไปด้วย

59. พิธีเปิดโรงเรียนนายเรือ

วันที่ 20 พฤศจิกายน ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จมาทรงเปิดโรงเรียนนี้ ในพิธีเปิดโรงเรียนนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือได้อ่านรายงาน กราบบังคมทูลดังต่อไปนี้

วันที่ 20 พฤศจิกายน รัตนโกสินทร ศก 125

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

โดยกระแส พระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งว่าพระราชวังเดิมเป็นที่สำคัญและว่างอยู่ ควรเป็นที่ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในราชการได้ ให้จัดเป็นโรงเรียนนายเรือนั้น พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธิน เมื่อดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ได้รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ดำริการอยู่ตั้งแต่ปลายศก 119 แล้ว แต่ยังหาได้ก่อสร้างไม่ มาในปลายศก 120 นายพลเรือเอกสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้ทรงรับตำแหน่งผู้บัญชาการ กรมทหารเรือ ได้ทรงเป็นธุระดำริจัดการต่อไป และได้โปรดให้เริ่มการก่อสร้างซ่อมแปลงในสถานที่ตั้งแต่ปี ร.ศ. 122 การสำเร็จไปที่จะให้นักเรียนอาศัยได้ จึงได้ทรงจัดให้นักเรียนเข้าพักในโรงเรียนนี้ เพื่อฝึกหัดสอนวิชาไปพลางก่อนส่วนการก่อสร้างก็ได้ทำต่อมารวมการทั้งปวงที่ได้ก่อสร้างไปแล้วคือ ตึกใหญ่ (1) ได้เสริมขึ้นอีกชั้นหนึ่งชั้น ชั้นจนจัดเป็นห้องพักของนักเยน ชั้นกลางเป็นห้องเรียน ชั้นล่างเป็นที่ไว้ของ สิ่งที่ปลูกสร้างมาแต่เดิมได้คงไว้ตามเดิม คือท้องพระโรง จัดเป็นห้องฝึกสอนนักเรียน และที่ชุมนุมอาจารย์ พระตำหนักเก๋ง(2) ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ได้จัดเป็นที่ทำการของกรมยุทธศึกษาและกองแผนที่ทางทะเล ศาลศีร์ษะปลาวาฬ (3) ได้รักษาไว้คงเดิมกำหนัก(4) สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ ได้จัดเป็นที่พักและที่เรียนของนักเรียนช่างกล ตึกริมกำแพงตะวันตก(5) จัดเป็นสิ่งที่พักนักเรียนอนึ่งได้สร้างเรือนใหม่ขึ้นหนึ่งหลัง ริมกำแพงด้านใต้(6) เพื่อเป็นที่รักษาพยาบาลนักเรียนซึ่งป่วย นอกกำแพงด้านตะวันตกเฉียงเหนือได้สร้างกายกรรมขึ้นหนึ่งหลัง ให้เป็นที่ฝึกหัดกายกรรม และเป็นที่นักเรียนรับประทานอาหาร(7) นอกจากนี้ได้ถมพื้นที่ภายในและภายนอกบริเวณกำแพงให้ราบเป็นสนามฝึกหัดและได้ตั้งเสาเรือขึ้นหนึ่งเสา(8) เพื่อฝึกหัดนักเรียนในการเชือกเสาเพลาใบ

บัดนี้การทั้งปวงสำเร็จบริบูรณ์ดังพระราชประสงค์แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายนายทหารผู้ใหญ่น้อยในกรมทหารเรือ ซึ่งได้มาชุมนุมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพร้อมกัน ณ ที่นี้ มีความปิติยินดีในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งโรงเรียนนายเรือขึ้นในพระราชวังเดิมนี้ อันเป็นสถานที่เกี่ยวเนื่องในพระราชพงศาวดาร ได้พระราชทานเกียรติยศพิเศษแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยพระราชประสงค์จำนงหมายให้เป็นที่ปลูกฝังและบำรุงวิชาการทหารเรือให้เจริญขึ้นตามสมัยนักเรียนซึ่งได้ศึกษาครบตามกำหนดหลักสูตรในโรงเรียนแล้ว ก็จะเป็นผู้มีวิชาความรู้สมควรกับหน้าที่ซึ่งจะได้รับราชการ ฉลองพระเดช พระคุณ ในเบื้องหน้าและในโอกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงชักธงอันซึ่งปิดประตูโรงเรียนนายเรือนั้น ให้เปิดออกอแล้วเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ และการฝึกหัดของนักเรียนนายเรือเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่ผู้ซึ่งจะได้ศึกษาในโรงเรียนนี้สืบไป

(1) ได้รื้อหมดแล้ว และสร้างใหม่ใช้เป็นที่ว่าการกองทัพเรือ เมื่อ 3 ม.ค. 2493 บริษัทพิศณุการสร้าง จำกัด เป็นผู้รับเหมา สิ้นเงินค่าจ้าง 1,235,000 บาท

(2) ปัจจุบันเป็นที่ทำการของผู้บัญชาการทหารเรือ

(3) ศาลศีร์ษะปลาวาฬ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของศาลเจ้าพ่อตาก เมื่อศาลผุพังจึงเอาศีร์ษะปลาวาฬขึ้นไว้ยังศาลเจ้าตาก

(4) คือตึกบวรวิไชยชาญ ปัจจุบันเป็นที่ทำการกรมยุทธศึกษาทหารเรือ

(5) เป็นที่ทำการสำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ แต่ พ.ศ. 2498 โดยสร้างขยายต่อไปทางทิศใต้ พ.ศ. 2510 เป็นกองประวัติศาสตร์ และกรมจเรทหารเรือ

(6) ปัจจุบันเป็นที่พักทหารขับรถยนต์ และเป็นสถานีวิทยุของกองสื่อสารด้วย

(7) เป็นหอวิทยาศาสตร์ คงเหลือทางทิศตะวันตกอีกเล็กน้อยสำหรับนายทหารรับประทานอาหาร

(8) รื้อลงนานแล้ว

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานถวายชัยมงคล ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทรงพระเจริญพระชนมายุยั่งยืนนาน เกษมสำราญนิราศพ้นภยันอันตรายสรรพอมิตรที่คิดร้ายจงพ่ายแพ้แก่อำนาจพระบารมี สรรพโรคพิบัติอย่าได้ย่ำยีเบียดเบียนพระบรมสันดาน ขอให้พระเกียรติคุณวิบูลเดชานุภาพแผ่ไพศาลขจรจบทั่วทุกพิภพมณฑลสกลศัตรูกษัย
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ขอเดชะ

ทางโรงเรียนได้จัดแสดงการหัดต่าง ๆ ถวาย เช่น การล้มและตั้งเสากระโดง กางและลดใบ การหัดปืนใหญ่ปืนเล็ก การดับเพลิง แล้วเสด็จตรวจตอนห้องนักเรียนและบริเวณโรงเรียนทั่วไป และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลายพระหัตถเลขาไว้ในสมุดเยี่ยมของโรงเรียนนายเรือ ดังต่อไปนี้.

ข่าวเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงเรียนนายเรือ ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ร.ศ. 125 มีดังต่อไปนี้

“เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน รัตนโกสินทร์ ศก 125 เวลาบ่าย 4 โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศขาวทหารเรือ เสด็จพระราชดำเนินด้วยรถพระที่นั่งแต่วังสวนดุสิต ไปเสด็จลงประทับเรือพระที่นั่งกลไฟท่าราชวรดิษฐ์ เรือพระที่นั่งแล่นลงไปตามลำน้ำ ถึงหน้าพระราชวังเดิม ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นโรงเรียนนายเรือ เทียบเรือพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับบนพลับพลาที่หน้าประตูแล้ว นายพลเรือโท สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือ ทางอ่านรายงานการเปิดโรงเรียนนายเรือกราบบังคมทูลพระกรุณา แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบตามสมควร แล้วทรงชักเชือกเปิดธงที่ปิดประตูโรเรียนออก มีอักษรตัวทองติดที่ซุ้มประตูว่า “โรงเรียนนายเรือ ร.ศ. 125” แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปที่ท้องพระโรงที่จัดเป็นโรงเรียนประทับที่เฉลียงข้างหลังซึ่งอยู่ตรงสนาม ทอดพระเนตรนักเรียนนายเรือกระทำการฝึกซ้อมวิชาทหารเรือแล้ว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญจักรมาลาและสัญญาบัตร แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการที่เข้ารับราชการในกรมทหารเรือ แล้วเสด็จไปเสวยเครื่องว่าง แล้วเสด็จทอดพระเนตรสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนนั้น แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับโดยทางเดิม ประทับแรม ณ วังสวนดุสิต เวลาย่ำค่ำเศษ”

การเปิดโรงเรียนนายเรือครั้งนั้น มิใช่ว่าจะเปิดกันได้ง่าย ๆ ดังสามัญธรรมดาจำต้องมีการหาฤกษ์ยามเพื่อเป็นสิริมงคลประกอบด้วย พร้อมกับทรงเชิญพระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายเสด็จมาในพิธีมงคลนี้ จึงสมควรที่จะเขียนไว้ประกอบประวัติของโรงเรียนนายเรือด้วย ดังนี้ (1)

วันที่ 4 พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ตรงกับ ณ วันที่ 7 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1268, เวลาเช้า 4 โมงกับ 45 นาที 46 วินาที ก่อนพระฤกษ์ครูและนักเรียนจะได้เข้านั่งประจำโต๊ะพร้อมกัน ครั้นถึงเวลาพระฤกษ์ทรงยื่นแปรพระพักตร์สู่เบื้องมงคลทิศอุดร แล้วจะได้ทรงชักป้ายอักษรสีหนาม, แล้วครูจะได้เริ่มการสอนเป็นประถมฤกษ์ ไปจนถึงเวลาเช้า 5 โมง กับ 7 นาที 46 วินาที

ขอเดชะพระไตรรัตนาธิคุณ และสุนทรสิ่งประเสริฐเลิศในโลก จงช่วยอภิบาลบำรุงรักษาผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ และเจ้าพนักงานผู้จัดระเบียบราชการทุกหน้าที่ ตลอดทั้งครุและนักเรียนให้เกษมสำราญทุกเมื่อ เพื่อเป็นเกียรติยศแผ่ปรากฏไพศาลไปในนาๆ จตุรทิศ และขอให้นักเรียนวิบูลย์ด้วยศิลปวิทยา สามารถอาจกำจัดป้องกันสรรพศัตรูหมู่ปัจจามิตรแหลกลานพินาศ ด้วยอำนาจสัตยวาทีนี้ ขอจงเป็นผลสำเร็จกิจทุกประการ สมดุจพรที่ข้าพระพุทธเข้ากล่าวถวายนี้เทอญ

ข้าพระพุทธเจ้า (นาม)

โหราธิบดี


วันที่ 5 พฤศจิกายน ร.ศ. 125

ขอพระราชทานกราบทูล นายพลเรือโท สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือ ทรงทราบฝ่าพระบาท ตามที่โปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าทูลถาม นายพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เรื่องโหราหาฤกษ์ในการเปิดโรงเรียน ซึ่งจะเลื่อนไปนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลถามแล้ว มีรับสั่งให้กราบทูลว่า ฤกษ์ ที่กำหนดไว้นั้นสุดแล้วแต่ราชาฤกษ์ ถ้าฝ่าละอองพระบาทกราบบังคมทูลตกลงว่าจะเสด็จพระราชดำเนินในวันใดแล้วจะได้ให้โหราคำนวณฤกษ์เวลาเปิดโรงเรียนวันนั้นทูลเกล้าฯ ถวาย

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรดเกล้าฯ

เทพอรชุน


วันที่ 6 พฤศจิกายน ร.ศ. 125

ขอพระราชทานกราบทูล นายพลเรือโท สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ วรพินิต ผู้บัญชาการทหารเรือ ทรงทราบฝ่าพระบาท ด้วยในวันนี้ นายพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประทานฤกษ์เปิดโรงเรียน ซึ่งโหราได้ คำนวณนั้น กำหนด วันที่ 17 พฤศจิกายน ศก 125 เวลาเช้า 4 โมง กับ 45 นาที 56 วินาที แจ้งอยู่ในหนังสือคำนวณฤกษ์ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลเกล้าฯ ถวายไปพร้อมกับหนังสือนี้แล้ว

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรดเกล้าฯ

ข้าพระพุทธเจ้า เทพอรชุน


โรงเรียนนายเรือ

วันที่ 14 พฤศจิกายน รัตนโกสินทร ศก 125

ขอพระราชทานกราบทูล นายพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอฯ รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ทรงทราบใต้ฝ่าพระบาท

ด้วยตามที่โปรดเกล้าฯ มีรับสั่งให้ข้าพระพุทธเจ้าจัดทำพลับพลาขึ้นที่ท่าโรงเรียนนายเรือ สำหรับเสด็จพระราชดำเนินในเวลาที่เปิดโรงเรียนวันที่ 20 พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก 125 นี้ ข้าพระพุทธเจ้าจัดการทำตามมีรับสั่งโปรดเกล้าฯ เสด็จแล้ว แต่พลับพลานั้นโดยกว้าง 8 ฟุต 8 นิ้ว ยาวตามอกไก่ 14 ฟุต 4 นิ้ว มุขลดสองข้าง ยาวข้างละ 10 ฟุต ปีกนกด้านสกัดยาวข้างละ 10 ฟุต กว้าง 2 ฟุต (ตามส่วนของเจ้าพนักงานรองงานที่มีเครื่องประดับอยู่แล้ว) แต่เครื่องประดับเช่นช่อฟ้า ใบระกา ม่านและผ้าคาดหลังคากับสิ่งอื่น ๆ ที่สำหรับใช้ในการพลับพลายังไม่มี ข้าพระพุทธเจ้าขอพระบารมีปกเกล้าฯ เป็นที่พึ่ง เพื่อขอรับพระราชทานเจ้าพนักงานในกระทรวงวังทั้งสิ่งของเครื่องสำหรับพลับพลามาทำด้วย

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรดเกล้าฯ

ข้าพระพุทธเจ้า วิบูลยพรรณรังษี

ผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือ

(เรื่องนี้เป็นการตระเตรียม ปลูกพลับพลาสำหรับรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว – ผู้เขียน)


ที่ 25/6730

วันที่ 14 พฤศจิกายน รัตนโกสินทร ศก 125

แผกโยธา

เรียนมายังท่านพระยาบำเรอศักดิ์ ปลัดทูลฉลอง กระทรวงวัง ทราบ

ด้วยนายพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แทนผู้บัญชาการทหารเรือ โปรดเกล้าฯ มีรับสั่งเรียนเจ้าคุณว่า วันที่ 20 เดือนนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงเรียนนายเรือ กรมทหารเรือได้ปลูกพลับพลารับเสด็จที่หน้าโรงเรียนนายเรือ โดยกว้าง 8 ฟุต 8 นิ้ว ยาวตามอกไก่ 14 ฟุต 4 นิ้ว มุขลด 2 ข้าง ยาวข้างละ 10 ฟุต ปีกนกด้านสกัดยาวข้างละ 10 ฟุต กว้าง 2 ฟุต (ตามส่วนของเจ้าพนักงานรองงานที่มีเครื่องประดับอยู่แล้ว) แต่เครื่องประดับเช่นช่อฟ้า ใบระกา, ม่าน และผ้าคาดหลังคา กับสิ่งอื่น ๆ ที่สำหรับใช้ในการพลับพลา มาประดับที่พลับพลาหน้าโรงเรียนนายเรือ (พระราชวังเดิม) แต่การติดช่อฟ้า, ใบระกา กับดาดฟ้าหลังคานั้น ขอให้เจ้าพนักงานมาทำเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่กีดกับการอื่น


60. เพื่อให้นักเรียนชั้น 5 และชั้น 4 ซึ่งใกล้จะออกเป็นนายทหารแล้วให้มีความรู้การรบทางเรือ พระองค์รงให้ฝึกเล่นวอร์เกม (War Game) มีอาจารย์บางคนเข้าร่วมด้วย นับว่าเป็นการฝึกที่ดียิ่ง ทำให้นักเรียนรู้จักนำเรือทำการลาดตระเวนเมื่อพบข้าศึกก็นำเรือเข้าต่อสู้ข้าศึกในมุมที่จะอำนวยการซึ่งได้เปรียบ หรือจะถอยหนีก็ให้มีทางเสียเปรียบน้อยเป็นต้น

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) กรมทหารเรือมีคำสั่งที่ 313/9279 ให้ในกรมนำนักเรียนไปฝึกทางทะเลมีกำหนด 7 วัน โดยใช้เรือยงยศอโยชฌิยาเป็นพาหนะ ใช้นักเรียนประจำทำงานในหน้าที่ทั้งแผนกปากเรือและท้องเรือตลอด การไปครั้งนี้เนื่องจากเกิดโรคหัดขึ้นที่โรงเรียนนายเรือ นนร. ศรี กมลนาวิน ซึ่งเป็นนักเรียนห้อง 5 คนเดียวเวลานั้นเป็นนายทหารเดินเรือ พระองค์เป็นผู้บังคับการเรือ คนแรกทอดเรือพักที่อ่าวเกาะสีชัง รุ่งขึ้นไปทอดพักที่อ่าวสัตหีบไปจันทบุรีกลับมาพักสัตหีบ และแวะที่ศรีมหาราชา เป็นแขกของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) แล้วกลับกรุงเทพฯ

เรือยงยศอโยชฌิยา เป็นเรือเสาใบ 2 เสา มีเครื่องกลจักรอีกต่างหาก จึงเหมาะกับการฝึกนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง เพราะนักเรียนนายเรือนอกจากการอยู่ยามและถือท้ายแล้ว ยังได้ฝึกหัดเชือก, เสา, เพลา ใบ อย่างที่ฝึกที่โรงเรียนด้วยส่วนนักเรียนนายช่างกลได้ฝึกและใช้หม้อน้ำเครื่องจักรใหม่และเครื่องจักรย่อยจริงๆ ด้วย ทำให้เกิดความชำนาญและมั่นใจในสิ่งที่ตนได้เรียนมาเป็นอันมาก นักเรียนจะเมาคลื่นไม่ได้ เป็นต้องได้รับรางวัลหางเชือก หรือมิฉะนั้นก็ให้ขึ้นเสาไปเกาะเสาอยู่แค่พรวน โดยมีถังสังกะสีแขวนคอไว้ หายเมาคลื่นเมื่อใดก็ให้ลงได้ เรือยงยศอโยฌิยาลำนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขายทอดตลาดเสียเมื่อวันที่ 27 เม.ย. ร.ศ. 127 เพราะชำรุดมาก

เสด็จในกรมเคยทรงเล่าว่า “เมื่อเป็นนักเรียนทำการ นายเรือในราชนาวีอังกฤษได้มีโอกาสขึ้นทำการปราบจลาจลที่เกาะครีท (Crete) ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียมเป็นเวลาราว 3 เดือน ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย หนาวก็หนาว ในสนามรบต้องนอนกับศพที่ตายใหม่ๆ และบางคราวซ้ำยังอดอาหาร ต้องจับหอยทากมาทอดเสวยกับหัวหอม ศพที่ถูกยิงที่ต้องนับว่าเหม็นร้ายกาจมาก ถึงจะเป็นศพตายใหม่ ๆ ก็ตาม” เป็นต้น

คัดลอก เรียบเรียและเพิ่มภาพใหม่จากเรื่องเดิม ประวัติโรงเรียนนายเรือ

ลงพิมพ์ใน หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

พล.ร.ต. พระยาหาญกลางสมุทร ร.น. (ต.ช.,ต.จ.ว.,ร.ด.ม.,อ.ร.)

(บุญมี พันธุมนาวิน)

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๗

ได้ความอนุเคราะห์หนังสือจาก ร.ต. สุรพล มีเสถียร


มรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับรองความถูกต้องในบทความ ข้อมูล เนื้อหา ภายในส่วนบทความจากสมาชิกนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพ เสียง ซอฟแวร์ การเชื่อมโยง(ลิงค์) และ/หรือ บริการอื่นๆ และจะไม่รับผิดชอบในความผิดพลาดในการใช้เนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้าน การค้า การกระทำ การคาดการณ์ พยากรณ์ การวิจัย และอื่นๆ ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเฉพาะของท่านผู้เขียนแต่ละรายไป ตลอดจนข้อกำหนดทางด้านลิขสิทธิ์ กรณีที่ท่านส่งบทความที่มิได้ขออนุญาตต่อผู้ครองสิทธิ์แท้จริงนำมาลงไว้ภายในเว็บไซด์นี้ ::

 

 

© 2005 Naval Cadet Alumni Relation Club : All rights reserved