:: กลับไปหน้าแรกของ บทความจากสมาชิก ::

ประวัติโรงเรียนนายเรือ

ตำนานโรงเรียนนายเรือ และ นักเรียนนายเรือ [4]


61. เมื่อ 26 มี.ค. ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) นี้ นนร. ศรี กมลนาวิน สอบไล่ได้ออกเป็นนายทหารเรือที่สามารถนำเรือเดินทะเลลึกได้เป็นคนแรกและเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาศ ยุโรปเมื่อ ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ซึ่งไปถ่ายลำลงเรือเมล์เยอรมันที่เมือง สิงคโปร์ เป็นการอวดและแข่งขันกับนายทหารเรือต่างประเทศที่จ้างไว้นั้น คำนวณกันอย่างเร่งรีบและอย่างดีที่สุด แล้วนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมให้ทรงทอดพระเนตรผลการคำนวณ ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ในความสำเร็จของโรงเรียนนายเรือที่เพาะทหารเรือไทยให้เป็นองค์บุคคลที่สามารถจะใช้แทนชาวต่างประเทศที่จ้างไว้ได้แล้วตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป นับว่านักเรียนนายเรือที่ออกเป็นนายทหารเรือคนแรกที่ได้แข่งขันในการวัดแดดกับชาวต่างประเทศที่จ้างไว้

เรือพระที่นั่งมหาจักรี

เมื่อมีการพอพระราชหฤทัยเกิดขึ้นเช่นนี้ จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ร.ต. ศรีฯ ตามเสด็จในกระบวนประพาศยุโรปของพระองค์มี นนร. ห้อง หังสนาวิน (นาวาเอก พระยากาจกำแหงรณฤทธิ์) นักเรียนห้อง 4 ตามเสด็จด้วยอีกผู้หนึ่ง เพื่อเป็นการเปิดหูเปิดตา นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงสนพระราชหฤทัย ต่อทางการทหารเรือที่จะให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

การตามเสด็จบนเรือพระที่นั่งมหาจักรีคราวนี้ นอกจากข้าราชบริพารแล้วมีผู้บัญชาการกรมทหารเรือ (พลเรือเอก พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต) เป็นผู้ตามเสด็จตลอดทาง กับมีรองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ (ในกรม) กับนักเรียนชั้น 5 นนร.บุญมี พันธุมนาวิน นักเรียนชั้น 4 นนร. แนบ จารุจินดา นนร.กนุต บุนนาค, นนร.ประยงค์ ตามส่งเสด็จเพียงสิงคโปร์

62. เซ็นผี เพื่อการจะทรงให้นักเรียนมีความกล้าผี เพราะมีนักเรียนบางคนกลัวผี จึงทรงให้พันจ่าเอก เจิม ไปเอาหัวกะโหลกผี ที่วัดโมฬีโลก ไปไว้ที่บนป้อมวิชัยประสิทธิ์และไม่บอกด้วยว่า เอาไว้ตรงไหน มีกระดาษดินสอไว้ต่อหน้ากะโหลกผีสำหรับเซ็นนาม เวลานั้นเป็นเวลาประมาณ 20.00 น. ตั้งแถวตามสูงปนคละกันหมดทุกตอน ทรงรับสั่งว่ามีนักเรียนยังกลัวผีอยู่ ไม่เป็นที่พอพระทัยเพราะทหารเรือต้องเป็นคนกล้าทุกอย่าง ฉะนั้นนักเรียนจงแสดงความกล้าให้ปรากฏโดยผลัดเปลี่ยนกันไปเซ็นชื่อต่อหน้าหัวกะโหลกบนป้อมทีละคน ไปค้นหาเอาเองด้วยโคมกะสือ (โคมตาวัว) ถ้านักเรียนผู้ใดไม่กล้าพอก็ให้ก้าวหน้าออกจากแถว มีนักเรียนก้าวออกมา 2 – 3 นาย เลยกริ้วใหญ่ รับสั่งให้ออกจากการเป็นนักเรียนนายเรือทันที คืนนั้นเป็นข้างแรมเดือนมืดมาก ประกอบทางไปป้อมและบนป้อมก็รกและมืดครึ้มน่าพรั่นพรึงอยู่ แต่นักเรียนก็กล้าพอที่จะเที่ยวส่องหาหัวกะโหลกจนพบอยู่ที่กุฏบนป้อมทิศใต้ สำหรับนักเรียนคนแรกนั้นหายไปราวครึ่งชั่วโมงจึงกลับมาเพราะเที่ยวหาหัวกะโหลก พอนักเรียนผลัดกันไปเซ็นนามได้สักครึ่งแถว ก็เกือบ 24.00 น. ทรงเห็นว่าดึกมากแล้วจึงให้เลิกแถว คืนรุ่งขึ้นจึงไปเซ็นกันใหม่ ตอนสายนักเรียนพากันไปดูที่วางหัวกะโหลก แต่ปรากฏว่ามีนักเรียนมือดีทุบหัวกะโหลกแตกละเอียดเสียแล้ว และก็ไม่มีการเซ็นผีในคืนวันรุ่งขึ้น และคืนต่อๆ ไปอีก เป็นการเลิกเซ็นผีกันที

63. เมื่อต้น ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 6 ) พร้อมด้วยพระเจ้าน้องยาเธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และเจ้านายเล็ก ๆ 2 – 3 องค์ รวมทั้งมหาดเล็ก ได้เสด็จมาเยี่ยมโรงเรียนทรงเสวยพระกระยาหารเย็นที่โรงอาหารของนักเรียน เสด็จในกรมและอาจารย์บางคนได้ร่วมโต๊ะเสวย เสด็จในกรมทรงให้นักเรียนหัวหน้าโต๊ะทุกโต๊ะปาฐกถาเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วแต่ผู้นั้นจะถนัด ถวายเป็นเนื้อเรื่องสั้นๆ นักรเยนหัวหน้าโต๊ะต่างแสดงได้ดีพอใช้ เป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก ทรงรับสั่งว่า “เป็นที่หวังได้ว่านักเรียนคงจะเป็นนายทหารเรือที่ดีในการป้องกันทางทะเลต่อไปได้” การเสด็จคราวนี้นับว่าเป็นเกียรติประวัติของโรงเรียนอย่างหนึ่ง ได้พากันสังเกตว่า ทรงสนพระทัยในทางทหารเรือมากขึ้นอีก

64. วันที่ 9 พฤษภาคม ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) ได้มีงานขึ้นบ้านนาวาเอก พระยาราชรังสรรค์ (พลเรือเอก พระยามหาโยธา) ที่ปากคลองมอญติดกับกุฎีเจ้าเซ็น ในงานนี้ในกรมได้ให้นักเรียนชั้น 5 ชั้น 4 ชั้น 3 ไปช่วยงานด้วย มีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 6) เสด็จไปเป็นประธานนับว่าเป็นประวัติของนักเรียนอย่างหนึ่ง

65. เมื่อวังของในกรมยังสร้างไม่เสร็จแล้วนั้น พระองค์ท่านได้ทรงพักอาศัยบ้านหลวงที่สวนอนันตอุทยาน บ้านริมคลองมอญชั่วคราว และในระหว่างที่ปรับปรุงบริเวณวังและกำลังสร้างวังนี้ นักเรียนทั้งหมดได้ไปช่วยกันถากถางและปรับปรุงบริเวณวังและทำความสะอาดทั่วบริเวณ โดยยกโรงเรียนไปตั้งเต็นท์พักและเล่าเรียนสลับกับการทำงานเป็นเวลาเกือบ 3 เดือน จึงเป็นที่เรียบร้อยและพร้อมเพียงที่จะพักอาศัยได้ ในที่สุดก็ได้มีพิธีขึ้นวังใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระชนกนารถของพระองค์ท่าน) เสด็จมาทรงเป็นประธานในการนี้

66. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) กรมทหารเรือได้ออกคำสั่งที่ 134/3079 เนื่องจากเสด็จในกรมไม่ทรงสบาย จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ท่านออกไปพักรักษาตัวตามชายทะเล และให้พานักเรียนออกไปฝึกหัดโดย ร.ล. มกุฎราชกุมารด้วย เมื่อนักเรียนทั้ง 2 โรงเรียนได้ลงเรือเรียบร้อยแล้ว ร.ล.มกุฎราชกุมารได้ออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) ผ่านสันดอนแล้วแล่นตรงไปยังอ่าวชุมพรทีเดียว พระองค์ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นนร. บุญมี พันธุมนาวิน ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น 5 คนเดียวนั้น เป็นนายทหารเดินเรือ ส่วนนักเรียนชั้น 4 เป็นนายยามเดินเรือ นักเรียนนอกจากนี้เป็นนายท้าย และเป็นยามประจำหน้าที่ต่าง ๆ ส่วนนักเรียนนายช่างกลเป็นนายยามและยามแผนกช่างกล มีเรือเอก บ๋า สุสาขา อาจารย์ใหญ่โรงเรียนช่างกล ร.อ. ฮั่ง โชติกเสถียร เป็นร้องต้นกล

การเดินทางครั้งนี้ ใช้ทหารเรือไทยล้วนทั้งลำ ไม่มีชาวต่างประเทศไปด้วยเลย ครูอาจารย์นอกจากครูพลเรือนก็ไปกับเรือทั้งสิ้น ซึ่งยังความประหลาดใจต่อชาวเมืองของท่าเรือเหล่านั้นมาก ที่คนไทยเดินเรือได้เอง นับเป็นการอวดธงครั้งแรกส่วนคนประจำเรือเดิมให้ขึ้นหมด คงมีไปกับเรือเพียง 4 คน ในหน้าที่คนรู้เรื่องเข้าของและตำบลต่าง ๆ ของเรือดีเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเข้ายามหรือการใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเรือทอดที่อ่าวชุมพร มีพระยาอุตรกิจฯ เทศาภิบาลและพระยาสัจจาฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดลงมาเฝ้าที่เรือ นำเสบียงมาถวายด้วย

เรือทอดพักที่อ่าชุมพร 3 วัน ก็ออกเดินทางไปท่าเมืองสิงคโปร์ระหว่างเดินทางนี้นักเรียนต้องทำความสะอาดทุกอย่าง ดาดฟ้า ทองเหลืองและ ฯลฯ ที่สกปรกเป็นจุดด่าง หรือไม่ขึ้นเงา จะต้องขัดกันให้ขาวนวลและขึ้นเงาจริง ๆ

เมื่อเรือเข้าสิงคโปร์มีการยิงสลุดและเยี่ยมคำนับ ตามระเบียบ มีเจ้าเมืองและผู้บังคับการทหารบนบกลงมาเฝ้า

เวลานั้น ร.ล. มกุฎฯ ทาสีขาว เมื่อมองดูเรืออื่นทั่วไปในอ่าวล้วนแต่ทาสีหมอกและสีดำเกือบทั้งหมด ทำให้ดุ ร.ล.มกุฎฯ แปลกตาไป จึงทรงให้ทาสี ร.ล.มกุฎฯ เสียใหม่ เป็นสีหมอกทั้งลำ นับว่าเป็นครั้งแรกที่เรือรบไทยทาสีหมอก

เรือมกุฎราชกุมาร

ออกจากท่าเมืองสิงคโปร์เดินทางไปท่าเมืองปัตตาเวีย ที่เกาะชวา ในระหว่างเดินทางนี้เป็นต้นไป ในกรมทรงให้นักเรียนรับประทานเนื้อเค็มดอง ขนมปัง ทะเลและถั่วเหลืองต้นแทนข้าวสุก ตลอดจนกลับมาถึงอ่าวชุมพร

เรือได้ผ่านช่องริโอ (Rio Starait) ไปยังช่องเดซี (Dasi Starait) ได้เกิดคลื่นใต้น้ำ หัวเรือฟันคลื่นอย่างหนัก จนทำให้เกิดความวิตก เพราะหันหัวเรือสู่คลื่นก็ไม่ได้จะชนเกาะ ต้องชะลอเครื่องจักร ทรงรับสั่งว่า เป็นคลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหว ในเขตใกล้ ๆ นั้น เพราะภายนอกเกาะไม่ปรากฏว่ามีคลื่น ทะเลเรียบ แล้วคลื่นใหญ่นั้นสงบเบาลงไปเฉยๆ (ย่านบริเวณอันกว้างใหญ่ในแถบนั้นทั้งหมด เป็นบริเวณภูเขาไฟ เขาเกือบทุกยอดเป็นรูปฝาชีเกือบทั้งสิ้น)

บ่ายทอดสมอที่ช่องเดซี (Dasi Starait) แล้วทำพิธีข้ามเส้นอิเควเตอร์ (เส้นศูนย์สูตรของโลก) เข้าออกเรือ

เมื่อถึงเมืองปัตตาเวียได้ยิงสลุดแล้วนำร่องนำเรือเข้าในเขื่อนกันคลื่น (Break Water) พักอยู่ที่ปัตตาเวีย 7 วัน จึงกลับมาท่าเมืองสิงคโปร์มีเรือลาดตระเวนเบาของอังกฤษทอดอยู่ลำหนึ่ง ทรงอยากให้นักเรียนได้ชมเรือรบฝรั่ง จึงทรงเรียนสมัคร มีนักเรียนสมัครเพียง 5 – 6 คนเท่านั้น ทรงกริ้วมากหาว่า มาต่างประเทศเพื่อเปิดหูเปิดตาทั้งทียังจะหลับหูหลับตาอยู่อีก รับสั่งให้หัวหน้านายตอนริบมีดเหน็บนักเรียนที่ไม่สมควรทั้งหมด และลงโทษให้ขนถ่านหินลงยุ้ง ห้ามปล่อย ส่วนนักเรียนที่สมัครไป ทรงรางวัลให้คนละ 5 เหรียญ ปล่อยให้ขึ้นบกได้

รุ่งขึ้นนักเรียนที่สมัครได้ไปชมเรือรบอังกฤษลำนั้น กำลังทาสีเลอะเทอะด้านดาดฟ้าและอื่นๆ สกปรกสู้ ร.ล. มกุฎฯ ไม่ได้

วันต่อมาได้เรียกสมัครนักเรียนไปดูการซ้อมรบ คราวนี้นักเรียนสมัครหมดทุกคนแล้ว พากันขึ้นบก ไปขึ้นรถไฟออกไปนอกตัวเมือง ได้ดูทหารบกอังกฤษซ้อมรบกับทหารแขกซิกในบังคับของนายทหารอังกฤษ

ออกเรือจากท่าเมืองสิงคโปร์มาแวะอ่าวชุมพร ได้จัดกองร้อยนักเรียนขึ้นบกทำนองยกพลขึ้นบก ทำการซ้อมรบบนบก ค้างอยู่บนบก 2 คืน เป็นการค้างอย่างในสนามรบ ฝนตกเกือบตลอดวันคน เปียกและหนาวมาก ซ้ำข้าวสารก็เปียกต้องกรากกรำนอนกลางดินกินกลางทรายอย่างอดทน เมื่อถึงกรุงเทพฯ มีนักเรียนที่ไม่อดทนหนีออกจากเป็นนักเรียน 4-5 คน

เรือออกจากท่าเมืองชุมพรกลับกรุงเทพฯ ถึงเมื่อวันที่ 18 กันยายน ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) แล้วต่อมาทางการได้ให้ ร.ล.ทุกลำทาสีหมอกแทนสีขาวหมด เว้นเรือพระที่นั่ง มหาจักรีลำเดียว

การไปฝึกทางไกลของนักเรียนคราวนี้เป็นการ “อวดธง” เห็นท่าเมืองต่างประเทศ ทาสีหมอก พบคลื่นแผ่นดินไหว ทำพิธีข้ามอิเควเตอร์ เห็นเขื่อนกันคลื่นได้ชมเรือรบต่างประเทศ รับประทานเนื้อม้าเค็ม ขนมปังทะเล เหล่านี้นับเป็นครั้งแรกของนักเรียนทั้งสิ้นและเป็นการแสดงความสามารถของทหารเรือไทย ในการนำเรือไปในทะเลลึกได้จริง ซึ่งในการต่อไปก็ได้แสดงกันตามโอกาสและตามสมัย

67. วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) กรมทหารเรือได้ลงคำสั่งที่ 249/6850 ให้ ว่าที่นายเรือ นายศรี (ศรี กมลนาวิน, พลเรือโทพระยาราชวังสัน) ซึ่งกลับจากการตามเสด็จประพาสประเทศยุโรป เป็นผู้รั้งตำแหน่งผู้บังคับการเรือมกุฎราชกุมาร และให้ย้ายนายเรือตรีผู้ช่วย นายเผื่อน (เผื่อน ธนะฤกษ์, นาวาโท พระนิกรอาษา) ผู้ช่วยผู้บังคับการเรือมกุฎฯ ไปสำรองราชการกองเรือกลชั้นที่ 4

เรื่องนี้นับว่าเป็น นักเรียนนายเรือคนแรกที่ออกเป็นนายทหารสมัยในกรมฯ เป็นพระอาจารย์ที่สอนให้นักเรียนมีความรู้สามารถนำเรือไปในทะเลลึกได้ และเป็นการเริ่มปฏิวัติไล่นายทหารชาวต่างประเทศให้ออกจากราชการของกรมทหารเรือเป็นต้นไปด้วย

68. ในต้นปี 2450 นี้มีนักเรียนนายเรือที่สอบไล่ได้ตามหลักสูตร ของกรมยุทธศึกษา อีก 3 นาย คือ

1. นายบุญมี (บุญมี พันธุมนาวิน, พลเรือตรี พระยาหาญกลางสมุทร์) สอบไล่ได้ 75% ได้สวมเสื้อยศเทียบเสมอนายเรือตรี รับพระราชทานเงินเดือนอัตรานายเรือตรีชั้น 3

2. นายกรุต (ตรุต บุญนาค) สอบไล่ได้ 68% และนายแนบ (แนบ จารุจินดา, เรือเอก หลวงภาระสมุทร์) สอบไล่ได้ 65% 2 นายนี้ได้สวมเสื้อยศเทียบเสมอนายเรือตรีผู้ช่วย รับพระราชทานเงินเดือนอัตรานายเรือตรีผู้ช่วยตรีชั้น 3

3. ทั้ง 3 นายนี้ได้รับเงินค่าวิชาพิเศษประเภทที่ 2 และให้สังกัดกรมเรือกลและป้อม เรื่องนี้เป็นไปตามคำสั่งกรมทหารเรือที่ 26/753 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451)

นายทหารรุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่ 2 ที่สามารถนำเรือไป ในทะเลลึกได้ต่อจากนายเรือตรี ศรี (ศรี กมลนาวิน, พลเรือโท พระยาราชวังสัน) ซึ่งเป็นรุ่นแก

69. ได้มีนักเรียนนายเรือ สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของกรมยุทธศึกษาอีก 5 นายคือ

1. นายกระแส (พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี)

2. นายทองดี (นาวาเอก พระยาวิชิตชลธี)

3. นายเทียบ (นาวาเอก พระยาฤทธิรุทคำรณ)

4. นายห้อง (นาวาเอก พระยากำแหงณรงค์ฤทธิ์)

5. นายเปลื้อง (เรือโท)

ได้สวมเสื้อยศเทียบเสมอนายเรือตรีผู้ช่วย รับพระราชทานเงินเดือนอัตรา นายเรือตรีผู้ช่วยชั้น 3 และเงินค่าวิชาพิเศษประเภทที่ 2 สังกัดกรมเรือกลและป้อมตามคำสั่งของกรมทหาเรือ ที่ 192/4273 ลงวันที่ 12 ตุลาคม ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451)

นักเรียนที่ออกเป็นนายทหารรุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่ 3 ที่สามารถนำเรือไปในทะเลลึกได้ และต่อๆ ไป ก็มีนักเรียนสำเร็จหลักสูตรของกรมยุทธศึกษาออกเป็นนายทหารเป็นลำดับไป ล้วนแต่สามารถนำเรือไปในทะเลลึกได้ทั้งสิ้น

70. กรมทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 219/5261 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ให้ในกรมทรงนำกระบวนเรือซ้อมกระบวนยุทธและนำนักเรียนนายเรือและนายช่างกลไปฝึกซ้อมวิชาด้วย ทางฝั่งตะวันออกมีกำหนด 15 วัน กระบวนเรือประกอบด้วย ร.ล.ล. เสือทยานชล ร.ต.ล. 1, ร.ต.ล. 2, ร.ต.ล. 3 และ ร.ร.ล. มกุฎราชกุมาร บรรทุกนักเรียน เรือบุ๊ก (เรือช้าง) เป็นเรือลำเลียง และได้ออกเรือในวันที่ 1 ธ.ค. 127

กระบวนเรือได้ทอดทำการฝึกซ้อมที่อ่าวสัตหีบ มีการถอดประกอบและฝึกยิงตอร์ปิโดซึ่งเป็นอาวุธใหม่ด้วย

ฤดูนี้เป็นฤดูหนาว นักเรียนและนายทหารประจำเรือบางลำจึงเกิดไข้ทรพิษ ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคประจำฤดูหนาวกันขึ้นบ้าง ต้องส่งขึ้นรักษาตัวบนเกาะพระ (เกาะเตาหม้อ) ชั่วคราว จึงต้องมีการปลุกผีป้องกันไข้ทรพิษเป็นพิเศษตามคำสั่งที่ 267/6139 ลงวันที่ 7 ม.ค. 127

เมื่อจวนจะครบกำหนดเวลากลับ ได้มีการยิงตอร์ปิโดซึ่งเป็นอาวุธใหม่ จาก ร.ล. เสือทยานชล ให้ผู้บัญชาการทหารเรือ (พลเรือเอก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนคร สวรรค์วรพินิต) ทอดพระเนตร ทางนอกแหลมกระบัง ตอร์ปิโดที่ยิงออกไปวิ่งเป็นทางดีเรียบร้อย ครั้งถึงสุดระยะทางที่ตั้งก็โผล่ขึ้นแล้วจมหายไปเลย นับว่าโชคไม่อำนวย ในกรมจึงทรงให้ทอดกระบวนเรือ เอาเชือกทำตาข่ายลงลากกว้านหาตอร์ปิโดตลบไปตลบมาด้วยเรือกรรเชียง ตั้งแต่ 09.00 น. – 24.00 น. ทุกวัน ประมาณ 1 เดือนก็ไม่พบ จึงทรงขอพระอนุญาตทำการทดลองตอร์ปิโดต่อไปใหม่จนกว่าจะครบทุกกระสุน

เรือพิฆาตเสือทยานชล

ในการนี้ในกรมทางเห็นว่า การยิงตอร์ปิโดทดลองในทะเลกว้างย่อมเกิดอันตรายจากการสูญหายได้ง่าย ได้ทรงขอให้กรมทหารเรือส่งกระติกน้ำ 200 กระติก เลื่อย 12 อัน มีดโต้ไทย 24 เล่ม โอ่งน้ำสามโคก 6 โอ่ง เต็นท์ ทหารพักได้ 1 กองร้อย ไปจัดตั้งและให้นักเรียนพักบนเกาะครามและทำการตัดไม้ขนาดเสาโป๊ะน้ำลึกที่อ่าวเกาะคราม เพื่อเอาไปทำรั้วโป๊ะ 2 ข้าง ที่อ่าวสัตหีบสำหรับยิงตอร์ปิโดกรอกเข้าไป เมื่อตอร์ปิโดจมหรือหายก็เป็นบริเวณแคบที่จะค้นหาได้ง่าย

ในการนี้นักเรียนต้องกรากกรำลำบากพอใช้ เพราะต้องนอนกลางดินกินกลางทราย เกาะครามหาน้ำจืดยาก ประกอบกับมีการช่วยไข้บ่อย ๆทำการตัดไม้อยู่ประมาณเดือนเศษก็ขนไม้ไปยังอ่าวสัตหีบเพื่อเตรียมการปักรั้ว นับว่าเป็นการฝึกหัดนักเรียนให้ได้รับความลำบากก่อน จึงจะเป็นนายทหารบังคับทหารได้ดีในภายหน้าและก็ทนกันได้ดี เพราะเคยกับความลำบากเมื่อบกพลขึ้นบกที่ชุมพรมาแล้ว แต่ก็หาทันได้ลงมือกันจริงจังไม่ ทางราชการทหารเรือได้เรียนกระบวนเรือกลับและในกาลต่อไป ก็มีการนำนักเยน ออกฝึกทางทะเลในอ่าวไทย ตามยุค ตามสมัย ด้วยความทรหดอดทน ทั้งทางน้ำทางบกตลอดมาจนออกจากโรงเรียน

71. เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จออกจากกรุงเทพฯ เพื่อไปประทับแรมที่ตำบลบ้านปืน จึงได้มีพระกระแสรับสั่งให้เจ้าพนักงานแผนที่ทำถวาย แต่ยังหาได้สมพระราชประสงค์ไม่  ทรงกริ้วหาว่าเหลวไหล จึงให้กรมทหารเรือจัดทำถวาย ในกรมได้ตามเสด็จในคราวนี้ด้วย จึงโทรเลขมายังโรงเรียนนายเรือให้นายเรือโทผู้ช่วยนายศรีและบรรดาครู นักเรียนนายเรือห้อง 4 ห้อง 5 พร้อมด้วยเครื่องมือทำแผนที่ ออกไปทำแผนที่ถวาย ในการนี้ครุและนักเรียนลงมือทำแผนที่เพียง 3 วัน ก็เป็นการสำเร็จเรียบร้อยนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัย และทรงชมเชยว่าสามารถดีมาก นับว่าเป็นชิ้นโบแดง ของโรเรียนนายเรือได้อย่างหนึ่ง

72. วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453) กรมทหารเรือ มีคำสั่งที่ 256/4771 ให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรพระโรคธาตุพิการตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 129 พระโรคกลายไปในทางพระวักกะพิการ ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ต.ค. 129 เวลา 2 ยาม 45 นาที (0045) ให้ปฏิบัติการดังนี้

(ก) เรือรบและสถานที่ทำการทุกแห่งให้ชักธงกึ่งเสา

(ข) นายทหาร นายทหารชันประทวน นักเรียนนายเรือ นายช่างกลไว้ทุกข์ ใช้ผ้าดำโปร่งพันแขนเสื้อเหนือศอกด้านซ้าย

(ค) กำหนดไว้ทุกข์ 3 เดือน

(ง) จ่าและพลทหารคงแต่งกายธรรมดา

ในขณะที่ชักธงขึ้นนั้น ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรียิงสลุตหลวง 22 นัด กับเวลาที่แห่พระบรมศพจากสวนสุสิตมายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ให้เรือพระที่นั่งมหาจักรียิงปืนรายนาที ๆ ละ 1 นัด แต่การจะยิงและหยุดยิงนั้น ให้ฟังเสียงปืนกรมทหารบกเป็นสัญญา เพื่อถวายความจงรักภักดีและเป็นการไว้อาลัยในพระองค์ท่าน

ขณะนี้กองเรือฝึกซ้อมกระบวนยุทธ์ซึ่งได้ออกมาฝึกซ้อมกระบวนยุทธ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ร.ศ. 129 ได้มาทำการซ้อมรวมกันอยู่ที่แหลมงอบ จังหวัดตราด กรมทหารเรือจึงส่งวิทยุแจ้งข่าวสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทราบและเรียกกองเรือกลับกรุงเทพฯ ทันที การไว้ทุกข์ในกองเรือก็ได้เริ่มขึ้น ณ บัดนั้น กระบวนเรือได้แล่นเข้ามาด้วยฝีจักรเต็มที่ แต่ดูเหมือนเป็นการแล่นอย่างเชื่องช้าเสียจริง ๆ และเงียบหงอย ดูคล้ายกับมีการเศร้าโศกมาก

เมื่อกระบวนเรือได้มาถึงกรุงเทพฯ และจอดทุ่น พร้อมเพรียงกันแล้วทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาคึกคักเป็นสง่าไปด้วยเรือรบจอดเป็นแนวยาว ดูมีชีวิตชีวาขึ้น ไม่เงียบเหงาเหมือนเมื่อเรือรบไปทะเลเสียเป็นจำนวนมาก

การที่ประเทศไทยได้สูญเสียพระองค์ท่านไปเช่นนี้ ย่อมเป็นที่เศร้าโศกและอาลัยในพระองค์ท่านมาก เพราะพระองค์ท่านมีพระคุณต่อประเทศและทวยราษฎรเป็นอย่างยิ่ง เช่นเลิกทาส ใช้แบบธรรมเนียมจัดประเทศอย่างอารยะประเทศทุกประการที่สำคัญยิ่งก็คือ ได้ใช้พระปัญญาให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสและอังกฤษได้ โดยยอมเสียสละเขตเขตแดนที่ควรเสียให้ชาติทั้งสองไปเป็นต้น กับยังทรงทรมานพระกายเสด็จประพาสประเทศยุโรปถึง 2 ครั้ง เพื่อเจริญพระราชไม่ตรี และทำความเข้าใจและปรองดองกับชาติต่าง ๆ ในยุโรปที่ทรงอำนาจอยู่ให้เห็นใจและเป็นกันเองได้ดียิ่ง นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์ไม่ได้อีกแล้ว

73. วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453) กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 1/1 และ 3 / 4 แจ้งให้ทราบว่า ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ในยกฐานะกรมทหารเรือขึ้นเป็นกระทรวงทหารเรือ และเลื่อนยศพลเรือโท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนนครสวรรค์วรพินิต ผู้บัญชาการกรมทหารเรือเป็นพลเรือเอก และเป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ

เรื่องนี้จึงเป็นประวัติการเรื่องหนึ่ง เพราะแต่เดิมนั้นทหารเรือขึ้นอยู่กับกรมยุทนาธิการ แล้วแยกออกเป็นกรมทหารเรือ แต่ยังสังกัดกระทรวงกลาโหม แล้วแยกออกมาเป็นกรมทหารเรือโดยอิสระ ในที่สุดได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงทหารเรือ (ดูเรื่องประวัติทหารเรือ)

74. วันศุกร์ที่ 14 เมษายน ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 24/00474 ให้ทราบว่า “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้ช่วยเสนาบดี และเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือออกจากตำแหน่งราชการ เป็นนายทหารกองหนุนเบี้ยหวัดและโปรดเกล้าฯ ให้นายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภผู้บัญชาการกรมทหารเรือชายทะเล เป็นรั้งตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาอีกตำแหน่งหนึ่ง

เหตุที่นายพลเรือตรี กรมหมื่นชุมพรฯ (พลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ต้องออกจากราชการคราวนี้ก็เนื่องจาก ร.ท. กรุด ผู้บังคับการ ล.ต.ล. 2 ได้ไปมีปากเสียงกับมหาดเล็กของในหลวงที่ร้านรับประทานอาหาร คงจะมึนเมาด้วยกันทั้งสองข้าง คุยกันสนุกไปมาก็เลยถึงเรื่องแสดงความอวดดีต่าง ๆ ลงท้าย ร.ท. กรุด เอ่ยว่า “ต้องเป็นลัทธิบอลเชวิคจะดี จะได้ไม่มีมหาดเล็กมาเก่งกับทหารได้” เป็นต้น เพียงคำว่า “เป็นบอลเซวิคดี” เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วสำหรับสมัยนั้น เพราลัทธิบอลเซวิค เป็นปรปักษ์กับฝ่ายกษัตริย์ ซึ่งมีนายเลนินและนายทร๊อสกิ้กับริวารใช้เป็นลัทธิล้มราชบัลลังก์ของสมเด็จพระเจ้าซาร์ พระเจ้าเอมเปรอรัสเซียเสียสำเร็จแล้วต่อๆ มาจึงกลายเป็นลัทธิ “คอมมิวนิสต์” จนทุกวันนี้

เมื่อทานมหาดเล็กเหล่านั้นเข้าวัง คงจะได้กราบบังคมทูลถึงเรื่องนี้ให้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เลยทรงพระพิโรธหาว่า “กรมหลวงชุมพรฯ สอนนักเรียนให้เป็น “บอลเชวิค” เอาไว้ไม่ได้จะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกเสียจากราชการ

เรื่องนี้นับว่าเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่พระอาจารย์ผู้สามารถมาออกเสียงในขณะที่โรงเรียนกำลังรุ่งโรจน์ และเป็นการที่กระทรวงทหารเรือขาดนายทหารชั้นนายพลเรือที่สามารถที่สุดไปเสีย 1 นาย

75. อนึ่งในขณะนั้นทางราชการดำริ จะต่อเรือพิฆาตตอร์ปิโดขึ้นอีก 1 ลำ ณ ประเทศญี่ปุ่น จึงให้นายนาวาตรี หลวงประติยัตินาวายุทธ ปลัดกรมยุทธศึกษาและอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายเรือ ไปในราชการนี้ จึงมีคำสั่งที่ 130/06978 ลงวันที่ 25 สิงหาคม ร.ศ. 130 (พ.ศง 2454) ให้นายนาวาโท พระนรินทร์รังสรรค์ ผู้บังคับการกองโรงเรียนนายเรือและนายช่างกลทำการแทนตำแหน่งปลัดกรมยุทธศึกษา และหน้าที่อาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายเรือให้ นายเรือเอก บุญมี (บุญมี พันธุมนาวิน) ผู้บังคับการเรือ เสือทยานชลทำการแทน

76. เมื่อวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาเยี่ยมกระทรวงทหารเรือ เพื่อพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทหารเรือได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในสถานที่อยู่ของทหาเรือ ในการนี้นายทหารเรือ และ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้น้อย ของทหารเรือได้ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในสถานที่อยู่ของทหารเรือ ได้มารับเสด็จและเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพร้อมเพรียงกัน นอกจากทหารและพลประจำเรือคงเฝ้าอยู่ในเรือสำหรับนักเรียนนายเรือและนายช่างกล กระทรวงทหารเรือลงคำสั่ง 243/10085 ลงวันที่ 24 พ.ย. พร.ศ. 130 ให้มาตั้งแถวรับเสด็จที่ท่าว่าการกระทรวงทหารเรือ หันหน้าแถวไปทางทิศเหนือ เพราเสด็จขึ้นที่ทางด้านเหนือเป็นการเฝ้าถวายความจงรักภักดี และเป็นการพร้อมเพรียงกันในหมู่ทหารเรือ นับว่าเป็นประวัติการสำคัญยิ่งและเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง

วันที่ 25 พฤศจิกายน ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 245/10181 ลงวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน ร.ศ. 130 แจ้งประกาศพระบรมราชโองการให้ทราบดังนี้

“มี พระบรมราชโองการ ดำรัส สั่งให้ประกาศให้บรรดา ทหาร ทุกกรมกองทราบทั่วกัน ว่าในการที่เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระบรมราชวโรกาศให้ทหารทั้งหลายเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในวันนี้นั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นทหารทั้งปวงตั้งในรับราชการอยู่โดยพร้อมเพรียง กับทั้งได้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทว่าทหารซึ่งเข้ามาจากหัวเมือง (มีการระดมทหารตามกองโรงเรียนมาเข้าพิธีตรวจพลด้วย) เฉพาะงานพระราชพิธีบรมราชาภิเศกนี้ มีความผาสุกดีอยู่ เป็นที่ทรงพระโสมนัสปราโมทย์ยิ่งนัก และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพรให้ทหารทั้งปวงมีความสุขสบายทั่วกัน”

77. ในเดือน ธันวาคม ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) เป็นเดือนที่มีงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระมหาธีรราชเจ้ารัชการที่ 6) ได้มีเจ้านายและทูตานุทูตจากต่างประเทศและมาใช้งานนี้หลายพระองค์มาด้วยเรือรบก็มี มาด้วยเรือเมล์ก็มี

เรือรบที่มาในงานบรมราชาภิเศกคราวนี้มีเรือรบอังกฤษ ชื่อ “แฮมไชร์” หนัก 9,000 ตัน ปืนใหญ่ 9.2 นิ้ว 2 กระบอก เรือรบใหญ่ญี่ปุ่นชื่อ “อิยูกิ” หนัก 12,000 ตัน ปืนใหญ่ 12 นิ้ว 4 กระบอก เรือรบรุสเซีย ชื่อ “ออโรรา” หนัก 8,000 ตัน ปืนใหญ่ 8 นิ้ว 4 กระบอก เรือเหล่านี้เป็นเรือลาดตระเวนหนัก ต้องทอดสมอนอกสันดอนทั้งสิ้น (จาก เจนไฟติงชิฟ)

เดือนธันวาคม เป็นฤดูหนาว แต่อากาศแห้งแล้งและร้อนในตอนกลางวัน ถึงกระนั้นก็ดีเรือรบญี่ปุ่นไม่ยอมกางเพดานผ้าใบเหมือนเรือลำอื่นๆ เลย ดูเตรียมรบพร้อมอยู่เสมอคงเนื่องมาจากไม่ไว้ใจเรือรบรุสเซีย เพราะญี่ปุ่นกับรุสเซียเพิ่งเลิกรบกันมาไม่นานนัก

ข่าวการที่ ทหารเรือไทยมีโรงเรียนนายเรือ จนสามารถผลิตนายทหารเรือให้มีความสามารถเดินเรือในทะเลลึกได้ทั่วโลก แทนชาวต่างประเทศที่จ้างไว้แต่ก่อนๆนั้น ได้แพร่สพัดไปโดยเร็วจนทำให้นายทหารเรอต่างประเทศที่มากับเรือรบของเขา ขอดูโรงเรียนนายเรือไทยดังนี้

วันที่ 6 ธันวาคม ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) เวลา 13.30 น. นายทหารเรือ ญี่ปุ่น ได้มาดูโรงเรียนนายเรือและลงนามไว้ในสมุดเยี่ยม (ค่ำสั่งที่ 261/130/10405)

วันที่ 7 ธันวาคม ร.ศ. 130 (พ.ศ.3565) เวลา 09.00 น. นายพลเรือโท ออลเนอร์บอล แฮมิลตัน คอลวิล ได้มาดูโรงเรียนนายเรือและลงนามไว้ในสมุดเยี่ยม (คำสั่งที่ 260 / 130/10403)

ท่านเหล่านั้นพากันอัศจรรย์และพอใจกันมาก ที่ทหารเรือไทยมีโรงเรียนนายเรือเป็นปึกแผ่น มั่นคงเทียบเท่าอารยประเทศแล้ว นับว่าเป็นเกียรติประวัติ ของโรงเรียนนายเรืออย่างยิ่ง

วันที่ 7 ธันวาคม ร.ศ. 130 (พ.ศ.2454) ในการเฉลิมฉลองงานพระราชพิธีบรมราชาภิเศกคราวนี้ ได้มีการตรวจพลสวนสนามทหารบก ทหารเรือที่ท้องสนามหลวงในเวลา 15.00 น.

สำหรับนักเรียนนายเรือและนายช่างกลนั้น ได้จัดแบ่งออกเป็น 2 กองร้อย รวม 1 กองพัน แต่งเครื่องกากี ตามคำสั่งที่ 246/130/10247 หมวดที่ 7

การตรวจพลสวนนามในวันนั้นได้ มีนายและพล ของเรือรบ ต่างประเทศมี อังกฤษ รุสเซีย ญี่ปุ่น เข้าร่วมด้วยโดยไปตั้งแถวรับเสด็จ ไม่มีอาวุธ (คำสั่งที่ 262/130/10427) ที่ 5 ธันวาคม ร.ศ. 130

อนึ่ง รุสเซียกับญี่ปุ่น เพิ่งเลิก รบกันไม่นานนักยังมีความเคียดแค้นกันอยู่เมื่อเดินทางรถไฟร่วมกันระหว่างปากน้ำ กรุงเทพฯ ถึงจะได้จัดรถไว้พวกละหลังก็ดี ยังอดที่จะค้อนและถากถางกันไม่ได้ ลงท้ายชกกัน ตีกัน ถึงที่สุดปล้ำกัดกันก็มีทางการบ้านเมืองเห็นจะไม่ได้เรื่องจึงต้องจัดรถไฟรับส่งเป็นคนละขบวนเสีย

เวลานั้นผู้เขียนมียศเป็นนายเรือเอก เป็นผู้บังคับการเรือถลาง ชั่วคราว สำหรับส่งแกรนดู๊ก บอริส เจ้าฟ้าของรุสเซียที่มากับเรือรบออโรรา

78. มีนักเรียนนายเรือที่เรียนวิชาทหารเรืออยู่ ณ ประเทศเยอรมันนี 1 พระองค์ คือสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายเรือตรี เมื่อวันที่ 26 มกราคม ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454)

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นี้ คือ สมเด็จพระชนกนาถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลฯ และพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช องค์ปัจจุบันนับว่าทหารเรือมีเกียรติยิ่งที่มีสมเด็จเจ้าฟ้าเป็นทหารเรือ

79. วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 4/00126 ให้นักเรียนนายเรือและนายช่างกลที่สอบไล่ได้ตามหลักสูตรสำหรับศกนี้ เป็นนักเรียนทำการนายเรือและนายช่างกล รวม 11 นาย คือ

เป็นนักเรียนนายเรือ นายเปลื้อง (ชั้นโท) นายมงคล นายเพ็ง นายมะลิ นายเศียร นายฉัตร นายผัน นายทา (ชั้นตรี)

เป็นนักเรียนนายช่างกล นายแจ๋ว จันทรเวคิน (ชั้นโท) นายแพ นายเลื้อง (ชั้นตรี) ทั้ง 11 คนนี้ เป็นนักเรียนทำการรับเงินเดือนอัตรากึ่งอัตรา ร.ต. ชั้น 3 ก. แต่เดือนนี้ สังกัดกรมยุทธศึกษาจนถึงวันที่ 1 มิ.ย. 131 จึงไปรับราชการประจำกรมเรือกล

นักเรียนรุ่นนี้นับเป็นรุ่นแรกที่ออกเป็นนายทหารยังไม่ได้เป็นนายเรือหรือนายช่างกลทันที ต้องเป็นนักเรียนทำการก่อน จนกว่าจะสอบทางใช้การได้ และได้ออกไปฝึกหัดทางใช้การกับ ร.ร.ล. มกุฎราชกุมาร ตามคำสั่งกระทรวงทหารเรือมี คำสั่งที่ 5/00123 ลงวันพุธที่ 3 เม.ย. 131 มีนายเรือเอก บุญมี (พลเรือตรีพระยาหาญกลางสมุทร์) ทำการแทนอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายเรือเป็นผู้บังคับการได้ออกเรือจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ร.ศ. 131 กลับถึงกรุงเทพฯ ที่ 30 เดือนเดียวกัน เรือได้เดินทางไปและสิงคโปร์แล้วเลยไปถึงเมืองปีนัง เพื่อฝึกหัดนักเรียนทำการในทางคำนวณทางใช้การเป็นต้น การไปฝึกคราวนี้นับว่า เป็นการอวดธงครั้งที่ 2

80. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2457 ทางการมีคำสั่งที่ 535/15999 ว่า นายเรือตรี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสงขลานครินทร์ เสด็จกลับจากยุโรปลงเรือที่สิงคโปร์แล้วเสด็จโดยเรือ “แกวาลา” ถึงสันดอนปากน้ำเวลาค่ำวันนี้ มีเรือเสือดำคำรณสินธุ์รับเจ้านายและข้าราชการจากปากน้ำออกไปรับเสด็จนอกสันดอน เพื่อเป็นพระเกียรติยศ

นับว่ากระทรวงทหารเรือมีนักเรียนนายเรือที่สำเร็จวิชาทหารเรือ จากยุโรป (ประเทศเยอรมันนี)

เป็นเจ้ายายชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าเป็นครั้งแรก เป็นเกียรติยศและเป็นความก้าวหน้าของทหารเรืออย่างยิ่ง

 

คัดลอก เรียบเรียและเพิ่มภาพใหม่จากเรื่องเดิม ประวัติโรงเรียนนายเรือ

ลงพิมพ์ใน หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

พล.ร.ต. พระยาหาญกลางสมุทร ร.น. (ต.ช.,ต.จ.ว.,ร.ด.ม.,อ.ร.)

(บุญมี พันธุมนาวิน)

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๗

ได้ความอนุเคราะห์หนังสือจาก ร.ต. สุรพล มีเสถียร

 


มรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับรองความถูกต้องในบทความ ข้อมูล เนื้อหา ภายในส่วนบทความจากสมาชิกนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพ เสียง ซอฟแวร์ การเชื่อมโยง(ลิงค์) และ/หรือ บริการอื่นๆ และจะไม่รับผิดชอบในความผิดพลาดในการใช้เนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้าน การค้า การกระทำ การคาดการณ์ พยากรณ์ การวิจัย และอื่นๆ ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเฉพาะของท่านผู้เขียนแต่ละรายไป ตลอดจนข้อกำหนดทางด้านลิขสิทธิ์ กรณีที่ท่านส่งบทความที่มิได้ขออนุญาตต่อผู้ครองสิทธิ์แท้จริงนำมาลงไว้ภายในเว็บไซด์นี้ ::

 

 

© 2005 Naval Cadet Alumni Relation Club : All rights reserved