:: กลับไปหน้าแรกของ บทความจากสมาชิก ::

ประวัติโรงเรียนนายเรือ

ตำนานโรงเรียนนายเรือ และ นักเรียนนายเรือ [5]


81. วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2458 ทางการมีคำสั่งที่ 4/00134 ให้ทราบว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ซึ่งทรงศึกษาวิชาการทหารเรือได้ทรงสอบไล่ได้ตามหลักสูตรนายเรือในกองทัพเรือประเทศเยอรมันนีแล้ว เข้าสำรองราชการในกรมเสนาธิการทหารเรือรับพระราชทานเงินเดือนอัตรา ร.ท. ชั้น 3 ก. (ไม่ปรากฏว่าเงินค่าวิชา)

เรื่องนี้นับว่าสำคัญมากเพราะทหารเรือมีนักเรียนเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าและสำเร็จวิชาทหารเรือจากประเทศเยอรมันนี ซึ่งเป็นมหานาวียิ่งใหญ่รองจากนาวีอังกฤษมารับราชการในทหารเรือย่อมเป็นกำลังแก่กองทัพเรือไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะกิจการทั้งหลายถ้าได้มีผู้ศักดิ์สูง เช่น เจ้านายชั้นผู้ใหญ่รับราชการปะปนอยู่ ย่อมเป็นการกระตุ้นความสนใจและความเข้าใจอันดีต่อผู้ทรงอิทธิพลชั้นสูง เช่นเจ้านายอื่น ๆ เป็นต้น ย่อมทำให้กิจการนั้น ๆ ได้รับความยกย่องนับถือหรือสนใจอยู่เสมอ และย่อมสะดวกที่จะขยายกิจการนั้น ๆ ได้ไม่ยาก เพราะต่างก็เข้าใจในความสำคัญของกิจการนั้นอยู่การเงินก็จะสะดวกขึ้นและเป็นการจะชักจูงเจ้านายหรือลูกท่านหลานเธอ ให้เข้ามาในกิจการเหล่านั้นมากขึ้น เป็นการที่จะทำให้กิจการนั้นเจริญและมั่นคงยิ่งขึ้นเป็นลำดับเป็นต้น

82. วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2458 ทางการมีคำสั่งที่ 10/00390 ให้นายเรือโท สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ เสด็จโดย ร.ร.ล. พาลีรั้งทวีป มีนายนาวาตรี หลวงหาญสมุทร เป็นผู้บังคับการ เพื่อไปตรวจทางเดินเรือในอ่าวสยามฝั่งตะวันออกแล้วเลยพ่วงเรือฉางจากเกาะช้างไปสงขลา มีนักเรียนทำการนายเรือและนายช่างกลที่สอบไล่ได้ปลาย พ.ศ. 2457 ไปฝึกทางคำนวณด้วยมีกำหนด 15 วัน

ในการเสด็จตรวจทางเดินเรือครั้งนี้ก็เพื่อจะได้ทรงทราบและทรงคุ้นเคยกับอ่าวทะเลในแถบเหล่านี้ เพราะเป็นเขตติดต่อกับอาณานิคมของฝรั่งเศส จึงสนพระทัยอยู่ เพราะประเทศสยามถูกรบกวนจากชาตินี้มาก

83. วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2458 กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 441/11293 ให้ทราบว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายเรือโท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ออกจากราชการทหารเรือ เป็นนายทหารพิเศษนอกประจำการ เพื่อเสด็จไปศึกษาวิชาฝ่ายพลเรือนในประเทศอเมริกาต่อไปอีก (ทรงเข้ารับราชการทหารเรือเมื่อ 2 เม.ย. 2458)

เรื่องนี้นับว่าทหารเรือได้เสียเจ้านายที่ทรงศักดิ์ จากราชการไปพระองค์หนึ่งย่อมจะทำให้ทหารเรืองงงันในการก้าวหน้าไปได้ เพราะไม่มีผู้ทรงอิทธิพลอยู่ในหมู่ทหารเรือ ที่จะช่วยโฆษณากิจการทหารเรือให้เป็นที่เข้าใจและสนใจต่อเจ้านายชั้นสูงได้ย่อมทำให้การพูดถึงความสำคัญของทหารเรือหย่อนไป และเป็นการขาดประโยชน์ที่จะได้เจ้านายองค์อื่นๆ ที่จะมรรับราชการในทหารเรือ เพราะขาดเจ้านายชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้นำ คือ รับราชการอยู่

นายเรือโท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ (1)

การที่พระองค์ทรงออกจากราชการทหารเรือเสียนี้ ก็น่าเห็นพระทัยอยู่เพราะพระองค์ทรงเรียนทรงเห็นจากราชนาวีเยอรมัน ซึ่งล้วนแต่มีเรือรบขนาดใหญ่ เช่น เรือประจัญบาน เรือลาดตระเวน เรือพิฆาตฯ และเรือดำน้ำ มีสมรรถภาพและทันสมัยดียิ่ง ครั้งเมื่อมาทรงเห็นเรือรบไทยเข้าแล้ว ก็ทรงท้อพระทัย เพราะเป็นเรือรบขนาดเล็กและล้าสมัยทั้งสิ้น ซึ่งจะว่าไปตามธรรมดาแล้ว เป็นเรือรบที่ชาติยุโรปแล้วทั้งสิ้นแต่ทหารเรือก็ยังเอาไว้ใช้กันได้ นี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เจ้านายหรือผุ้ทรงอิทธิพลชั้นสูงไม่สู้เข้าใจทหารเรือ จึงนึกว่าเรือรบเท่าที่มีในขณะนั้น เก่งพอแล้ว ซึ่งความจริงนั้น ถ้าเกิดสงครามเข้าจริง ๆ ก็จะพากันออกทะเลไม่ได้ เพราะจะสู้เรือรบขนาดลาดตระเวนเบาของเขาเพียง 2 ลำเป็นอย่างมากก็จะไม่ไหวเสียแล้ว เป็นอันว่ามีเรือรบมากลำเสียเปล่า เสียทั้งเงินเดือนคนประจำเรือเสียทั้งเงินค่าซ่อมแซมรักษาเป็นต้น และอู่ซ่อมเรือของทหารเรือก็เป็นเพียงขนาดอู่ของบริษัทย่อมๆ เท่านั้น พระองค์จึงทรงท้อถอย

แต่ก็ได้ทรงมีพระมานะ ที่จะให้ทหารเรือไทย มีเรือเข้มแข็ง พอข่มขวัญข้าศึกได้บ้าง จึงได้ทรงพระดำริที่จะให้ทหารเรือไทยมีเรือดำน้ำขึ้น ได้ทรงตรวจดูอ่าวทั่วไปแล้วทรงเห็นว่า ตำบลท้ายป้อมผีเสื้อสมุทรกับฝั่งมีเป็นซอกเขตน้ำลึกตั้งแต่ 2 ถึง 3 วา พอจะเป็นที่เก็บหรือเป็นอู่เรือดำน้ำได้ พระองค์จึงทรงเขียนเรื่องเรือดำน้ำและประโยชน์ในการที่มีเรือดำน้ำขึ้น เสนอกระทรวงทหารเรือเพราะเป็นการเปลืองเงินน้อยแต่ได้ประโยชน์มากสำหรับประเทศเล็ก เช่น ประเทศสยาม เป็นต้น

นับว่าเป็นคราวเคราะห์ของทหารเรือในขณะนั้น เพราะเสนาบดีกระทรวงทหารเรือเป็นทหารบก ย่อมไม่เข้าใจดีในเรื่องเรือรบและเรือดำน้ำเป็นอย่างมาก พร้อมกันนั้นเสนาธิการทหาเรือ (ฉายา “กัปตันตาฟาง”) ก็หย่อนในความสามารถในการรอบรู้กิจการทหารเรือเป็นอย่างมากด้วย เลยพากันปฎิเสธความดำริของพระองค์ท่านเมื่อเช่นนั้นพระองค์ท่านก็หมดหนทางที่จะเชิดชูทหารเรือให้เข้มแข็งได้ จึงทรงผละจากทหารเรือตามทิฐิของเจ้านายผู้ทรงรักชาติ โดยทรงเห็นว่าเมื่อจะทำประโยชน์ไม่ได้ในทางทหารเรือ จึงได้ทรงไปทำประโยชน์ในทางพลเรือนเสีย หาได้ทู่ซี้หรือทนอยู่นิ่งๆ อย่างเจ้านายพระองค์อื่นไม่ คือ ทรงเห็นความเจ็บไข้ได้ป่วยของราษฎรในสมัยนั้นยังได้รับการบำบัดล่าช้าและไม่ทันสมัย ทรงมีพระเมตตาเป็นอย่างมาก พระองค์จึงทรงไปศึกษาวิชาแพทย์ในอเมริกา เพื่อจะได้นำวิชาแพทย์มาปรับปรุงโรงพยาบาลและการรักษาพยาบาลราษฎรต่อไป นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง ส่วนหนึ่งและก็สมใจจริงในที่สุด คือ เมื่อพระองค์ทรงสำเร็จวิชาแพทย์แล้ว ก็ได้เสด็จกลับมาปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราชและอื่นๆ จนเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับมาจนปัจจุบันนี้

แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่พระองค์ทรงด่วนมาสิ้นพระชนม์เสียแล้วโดยประชวรเป็นพระโรคไตเป็นหนอง ทำการแทงเอาหนองออก ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเลยสิ้นพระชนม์

(1) นายเรือโท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ต่อมาทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศจาก นายเรือ เป็น นาวาเอกแห่งราชนาวีไทย เมื่อ 19 เมษายน พ.ศ. 2467 และในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระยศจอมพลเรือ ถวายนายนาวาเอกสมเด็จพระมหิตลาธเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องจากได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจที่สำคัญ โดยทรงร่างโครงการสร้างกองเรือรบ หรือ โครงการสร้างกำลังทางเรือจนบังเกิดผล สามารถช่วยป้องกันปากแม่น้ำและขัดขวางการปฏิบัติการของข้าศึกตามชายฝั่งได้อย่างเด็ดขาด

ในขณะที่ผู้เขียนไปเรียนวิชาเรือดำน้ำที่ประเทศอังกฤษในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ได้เคยพบพระองค์ท่านที่โรงเรียนอาหารจีนที่กรุงลอนดอน ผู้เขียนได้เฝ้าถวายความคุ้นเคยดังแต่ก่อนคือ เมื่อพระองค์ยังไม่ออกจากทหารเรือ เพราะพระองค์ทรงโปรดผู้เขียนอยู่บ้าง ได้ทรงถามถึงการเล่าเรียนของผู้เขียน ผู้เขียนได้เล่าถวายถึงวิธีการเรียน การฝึกรบ และ ฯลฯ ของเรือดำน้ำอังกฤษที่ผู้เขียนกำลังเล่าเรียนอยู่ถวาย เมื่อทรงฟังแล้ว ทรงกัดพระทนต์ว่า ทรงเสียดายทหารเรือมาก และเสียดายที่ทหารเรือไทยไม่มีเรือดำน้ำเป็นอาวุธ

การเช่นนี้ย่อมแสดงว่าพระองค์ยังมีพระทัยอาลัยทหารเรืออยู่แต่จำร้องฝืนพระทัยละเมาเสียเพราะเรื่องไม่เข้าใจกันดีนั่นเอง นับว่าเป็นการที่ทหารเรือไทยได้พลาดโอกาสอันดียิ่งไปอย่างมากมิฉะนั้นถ้าพระองค์ยังทรงอยู่และตามพระทัย คือให้มีเรือดำน้ำขึ้นแล้ว ทหารเรือไทยจะเก่งกล้ามานานแล้วทีเดียว เพราะเรือดำน้ำเท่านั้นเป็นอาวุธอันร้ายกาจและดียิ่งสำหรับประเทศเล็กที่มีทุนน้อย

ถึงปัจจุบันนี้เรือดำน้ำยังสำคัญแม้แต่ประเทศใหญ่ ถึงกับสร้างเป็นเรือดำน้ำเดินด้วยฤทธิ์ปรมาณู และจะยิ่งสำคัญต่อๆ ไปอีกในกาลต่อไป

84. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 เวลา 00.00 น. ประเทศสยามได้ประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และ ฯลฯ โดยเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตร มีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น และ ฯลฯ ในสงครามครั้งนี้ นายทหารเรือไทย ที่สำเร็จจากการศึกษามาจากโรงเรียนนายเรือและนายช่างกล ได้แสดงความสามารถให้ประจักษ์โดยยกกำลังพลไปยึดคร่าเรือเชลย คือ เรือเยอรมันที่หนีการจับกุมของสัมพันธมิตรมาจอดหลบอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้เป็นจำนวน 25 ลำ คิดเป็นเงินราคาของเรือทั้งหมดตามที่กระทรวงพาณิชย์คำนวณได้ประมาณ 196 ล้านบาทเศษ กองกำลังที่ยกไปทำการยึดคร่าเรือเชลยคราวนี้มีนายนาวาตรี หลวงหาญสมุทร (บุญมี พันธุมนาวิน พลเรือตรี พระยาหาญกลาง สมุทร์) เป็นผู้บังคับบัญชา แล้วกระทรวงทหารเรือยังจัดให้มีการลาดตระเวนอ่าวด้วยเรือรบ ซึ่งมีนายทหารและพลประจำเรือล้วนเป็นคนไทยทั้งลำ ตลอดจนเลิกสงครามเมื่อ พ.ศ. 2461

นับว่านายทหารเรือไทยที่สำเร็จจากโรงเรียนนายเรือและนายช่างกลได้ออกสงครามเป็นครั้งแรก

เรือเชลยที่ยึดคร่าได้คราวนี้ชื่อ ทเราเตนเฟลส์ ปัตตานี พิษณุโลก แลนดราทไซต์เดลี เกาะสีชัง เพชรบุรี เชียงใหม่ สามเสน รวมเป็นเรือเดินสมุทรและเดินทะเล 9 ลำ เรือลำเลียงธรรมดา คือ เลซุม เวเกสัคก์ เบรเมอร์ฮาเวน เลเฮเบรเมน เกสเตมินต์ รวม 7 ลำ และเรือลำเลียงที่เกาะสีชังอีก 2 ลำ รวมเป็นน้ำหนัก 27,280 ตัน จับเชลยได้ 137 คน
เรือเหล่านี้เมื่อจับได้เรียบร้อยแล้ว รวมเข้าเป็นกองเรือเชลย (ดูการจับเรือเชลยในหนังสือนาวิกศาสตร์)

85. วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2460 กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 189/04338 ให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (ภายหลังเป็นนายพลเรือเอก และเป็นกรมหลวงและเป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือในที่สุด) กลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือในตำแหน่งเจ้ากรมจเรทหารเรือ (แล้วต่อมาได้ทรงเป็นเสนาธิการทหารเรือและเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ) เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสงครามโลกนั้นเอง เพราะทหารเรือยังขาดผู้สามารถจริง ๆอยู่ขณะนั้น

การเข้ารับราชการของพระองค์ท่านคราวนี้ก็เนื่องจากในวันหนึ่ง เวลาประมาณ 04.00 น. ได้มีการประชุมกรรมการของราชนาวีสมาคม (ดูหนังสือสมุทรสาร) ณ ท่าวาสุกรี มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธาน เพรียบพร้อมไปด้วยกรรมการทั้งหลาย รวมทั้งนายนาวาตรี หลวงหาญสมุทร ซึ่งเป็นกรรมการวิ่งเต้นด้วย เมื่อเสด็จการประชุมแล้ว หลวงหาญสมุทรจึงถือโอกาสตอนว่างคน (ซึ่งคณะนั้นในหลวงจะเสด็จลุกขึ้นจากพระเก้าอี้อยู่แล้ว) ตรงเข้าไปหมอบกราบพระบาทยุคลกราบบังคมทูลเรื่องที่กำลังมีสงครามโลกอยู่ขณะนั้น แล้วปรารภว่าทางฝ่ายทหารเรือยังขาดนายทหารชั้นผู้นำที่สามารถอยู่ ถ้าจะทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ให้นายพลเรือตรี กรมหมื่นชุมพรฯ เข้ารับราชการได้อีกแล้ว ย่อมจะเป็นกำลังและเป็นที่อุ่นใจในทางป้องกันทางทะเลของทหารเรือได้ดีขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนิ่งอึ้งอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วทรงมีพระกระแสรับสั่งว่า “เออข้าจะดูก่อน” แล้วเสด็จลุกพระราชดำเนินไปเข้าที่เสวยต่อไป (แสดงว่าไม่ทรงกริ้วโกรธ)

เรื่องกราบทูลนี้เป็นการฝ่าฝืนอันตรายยิ่ง เพราะไม่มีใครกล้า เกี่ยวกับในกรมถูกหาว่าทรงสอนนักเรียนให้เป็นบอลเชวิค (ตามที่ทรงเข้าพระราชหฤทัยแต่ความจริงเข้าใจผิดกันทั้งสิ้น) ซึ่งเคยทรงกริ้วจนต้องให้ออกจากราชการเมื่อ 14 เม.ย. ร.ศ. 130 ทำให้ในกรมว่างการงานจนต้องริเป็นหมอตรวจโรคและรักษา ซึ่งพระองค์ก็ทำได้อย่างโด่งดังจนมีฉายาว่าหมอพร หลวงหาญสมุทรมีกตัญญูในพระองค์ท่านเพราะเป็นอาจารย์สอนจนได้ดี เป็นตัวตนจนเป็นที่โปรดปรานของในหลวงในทางทหารเรือ จึงกล้ากราบบังคมทูล เพราะดีไม่ดี ถ้าทรงกริ้วแล้ว ไม่เป็นผู้คนทีเดียว (โดยอาจถูกถอดหรือจำคุกเลย) ลงท้ายในกรมก็ได้ทรงเข้ารับราชการในที่สุด

86. เรื่องการเปลี่ยนเวลาจากย่ำรุ่ง โมงเช้า, บ่ายโมง, ย่ำค่ำ และ ฯลฯ เหล่านี้ เนื่องมาจากเหตุใหญ่ คือ ประเทศสยามได้ ประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2460 เวลา 2 ยามล่วงแล้วเป็นต้นไป แต่นายทหารเรือที่ให้การในศาลทรัพย์เชลยในเรื่องจับเรือเชลยให้การว่า จับเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม เวลา 11 ทุ่มครึ่งเป็นต้นไป ดังนั้นพยานฝ่ายจำเลย (คือฝ่ายเยอรมันและออสเตรีย) จึงขอให้ศาลทรัพย์เชลยยกฟ้องของโจทก์เสีย โดยอ้างว่าราชการทหารเรือทำการจับเรือเชลยก่อนวันที่ 22 กรกฎาคม 2460 เป็นต้น เรื่องนี้ทำให้ศาลและทั่วๆ ไปตกตะลึง ศาลจึงหันมาทางผู้เขียนว่า “ว่าอย่างไรกันแน่หลวงหาญสมุทร ผู้ควบคุมจับเรือจะมีอะไรหักล้างคำขอยกฟ้องของทนายจำเลยไหม” ดอกเตอร์ติลกี ซึ่งเป็นทนายของแผ่นดิน และผู้เขียนขอให้ศาลรอไว้ก่อน “อย่าเพ้อสั่งยกฟ้อง” ศาลยอม (ศาลทรัพย์เชลยมี มิสเตอร์บาดซาส, พระยาจินดาภิรมย์ (ภายหลังเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ) และพระเทพวิฑูร (ภายหลังเป็นพระยาเทพวิฑูร) เรื่องนี้กระเทือนถึงในหลวงด้วย

ผู้เขียนต้องรีบรายงานกระทรวงทหารเรือทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น กระทรวงทหาเรือจึงต้องตรวจค้นลงท้ายในสมุดชูมเรือ “ล๊อกบุ๊ค” เป็นหลักยืนยัน เพราะในสมุดชูมเรือ เริ่มวันใหม่เวลา 2 ยามล่วงแล้วทั้งนั้น ฉะนั้นเวลา 11 ทุ่มครึ่ง วันที่ 21 กรกฎาคม 2460 ซึ่งเรียกนับอย่างสามัญทั่วไป จึงกลายเป็นเวลา 5 นาฬิกา 30 นาทีของวันที่ 22 กรกฎาคม 2460 เป็นอันว่าราชการทหารเรือของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวลงมือจับคร่าเรือเชลยเป็นเวลาล่วงเลยขึ้นวันที่ 22 ก.ค. 2460 ไปแล้วถึง 5 ชั่วโมง 30 นาที ต้องเอาสมุดชูมไปให้ศาลและทนายจำเลยดูเป็นหลักฐานว่าทางราชการทหารเรือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้กระทำการจับเรือเชลยเป็นวัน เวลาอันถูกต้องกับการที่ประเทศสยามได้ประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนีและออสเตรียแล้ว ทนายจำเลยยอมจำนน และศาลเชื่อถือจึงเป็นการดำเนินคดีเรื่องยึดคร่าเรือเชลย (25 ลำ) ต่อไปได้ ลงท้ายทางฝ่ายโจทก์ (รัฐบาล) ชนะ

ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนเรียกวันเวลาเป็นระเบียบใหม่ เพื่อให้ตรงกับสากลที่ใช้ กันอยู่ในโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นับว่าเป็นประวัติการสำคัญของประเทศไทยอย่างหนึ่ง

87. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2461 กระทรวงทหารเรือได้ออกข้อบังคับ ข.ท.ร. บทที่ 359 ให้ยกเลิกข้อบังคับการรับนักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายช่างกล ที่ต้องออกจากโรงเรียนเข้ารับราชการตาม ข.ท.ร. บทที่ 195 นั้นเสีย

เพราะเป็นการพ้นสมัยแล้ว ให้ยกเลิกตลอดจนข้อบังคับที่เกี่ยวแก่การรับนักเรียนรายนี้ทั้งหมด ตั้งแต่บัดนี้

เป็นอันว่านักเรียนผู้ใดที่เรียนไม่จบหลักสูตรของโรงเรียนนายเรือที่จะออกเป็นนักเรียนทำการได้ ไม่มีโอกาสสมัครเข้ารับราชการทหารเรืออีกต่อไปดังแต่ก่อนๆ นั้น เพราะเมื่อก่อนนั้นนักเรียนนายเรือและนายช่างกลสมัครเข้ารับราชการเป็นพันจ่าบ้าง เป็นจ่าบ้าง แต่ในสมัยนี้ได้มีโรงเรียนพันจ่าและจ่า ขึ้นแล้ว

88. วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2462 มีประกาศพระบรมราชโองการลงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งกอง นักเรียนนายเรือราชนาวีเสือป่า ขึ้นเป็นพิเศษกองหนึ่ง ฝากเข้าศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนนายเรือของราชนาวี และให้รวมการปกครองอยู่ในบังคับบัญชาโรงเรียนนายเรือ และให้อยู่ในกฎข้อบังคับของโรงเรียนนายเรือทุกประการ ความพิสดารแจ้งอยู่ในประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 36 ตอนที่ 5 นั้นแล้ว (ข.ท.ร. บทที่ 382)

จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในทางทะเลเพียงไร ถึงกับทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกตั้งกรมเสือป่า จนจะให้มีนายทหารเรือเสือป่าที่สามารถ โดยผ่านการเป็นนักเรียนนายเรือก่อนเป็นต้น เหตุนี้เป็นเรื่องส่วนพระองค์ระหว่างเจ้านาย ที่นำทหาเรือล่าช้าไม่ทันพระราชประสงค์ (แบบเดียวกันกับนายเรือโท เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ขัดพระทัยเลยลาออกไปเรียนทางแพทย์ ช่วยพลเมืองทางโรคเสีย) แต่ไม่รู้ว่าจะทรงทำอย่างไร เพราะเกรงใจกันอยู่ จึงทรงตั้งราชนาวีเสือป่าให้ทันพระทัยเสียเอง

แต่ในสุดท้ายก็ไปไม่ตลอด เพราะนักเรียนนายเรือราชนาวีเสือป่ากับนักเรียนนายเรือของราชนาวีไม่กลมกลืนกันดี ลงท้ายต้องเลิกการ ส่งนักเรียนมาเรียนเสีย จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

เรื่องนี้ในหลวงทรงพระพิโรธมาก จึงได้ส่ง น.ท. หลวงกาจกำแหง (ห้องหังสนาวิน น.อ.พระยากำแหงณรงค์ฤทธิ) ราชองครักษ์มาเป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือและนายช่างกล เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2462 ตามคำสั่งที่ 221/05859 นับว่าเป็นผู้บังคับการคนที่ 8

89. วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2463 เดิมโรงเรียนนายเรือและนายช่างกลเป็น 2 โรงเรียน ภายหลังรวมเข้าเป็นโรงเรียนเดียวกันโดยนามว่า “โรงเรียนนายเรือและนายช่างกล” แบ่งออกเป็น 2 แผนกตามวิชาที่เรียน เพื่อจะให้เป็นการเรียกง่ายขึ้น จึงให้เรียกว่า “โรงเรียนนายทหารเรือ” แต่บัดนี้ ตามคำสั่งที่ 226/05928 นับว่าโรงเรียนนายเรือมีชื่อว่า “โรงเรียนนายทหารเรือ” เป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกมีชื่อย่างนี้เมื่อตั้งโรงเรียนใหม่ๆ

90. วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 130/01845 ให้ทราบว่านายพลเรือเอก พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ในรัชการที่ 5) เสนาบดีกระทรวงทหารเรือซึ่งเสด็จประพาสทางทะเลอ่าวตะวันตก ด้วยเรือเจนทะเล ได้สิ้นพระชนม์บนเรือเจนทะเล ณ อ่าวหาดทรายลี จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ศกนี้ ให้มีการไว้ทุกข์ธง 3 วัน และไว้ทุกข์ชั้น 1 มีกำหนด 30 วัน

การที่ราชนาวีไทยได้สูญเสียบุพพาจารย์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งพระองค์ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาทหารเรือ ซึ่งได้ทรงเล่าเรียนสำเร็จมาอย่างดีเยี่ยมจากราชนาวีอังกฤษ, มาถ่ายทอดให้นักเรียนนายเรือ จนออกเป็นนายทหารเรือ ที่สามารถนำเรือไปทะเลลึกได้ทุกแห่ง และสามารถรู้วิชายุทธศาสตร์ ยุทธวิธี สามารถนำเรือเข้าทำการรบได้ทุกโอกาส ซึ่งทำให้ราชนาวีสยามเจริญขึ้นตลอดมา ทำให้นายทหารและพลตลอดจนราชนาวีไทยเก่งกาจอย่างเกรียงไกร จนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ เช่นนี้ นับว่าเป็นการสูญเสียอย่างสำคัญ ซึ่งจะหาผู้แทนพระองค์ท่านไม่ได้อีกแล้ว จึงควรที่ทหารเรือทุกคนจะระลึกจดจำไว้ พระองค์ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2466 เป็นเสนาบดีเพียง 49 วัน นับว่าน้อยมากจึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

91. วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2467 กระทรวงทหารเรือได้มีข้อบังคับ ข.ท.ร. บทที่ 561 ว่าด้วยการศึกษาของโรงเรียนนายทหารเรือขึ้น และให้เริ่มตั้งขึ้นตั้งแต่ 1 เมษายน 2468 เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นนามของ โรงเรียนนายทหารเรือซึ่งได้แก่นามโรงเรียนนายเรือนั้น จึงเป็นอันเปลี่ยนแปลงไป โดยกลับมาเรียกว่า กองโรงเรียนนายเรือ เช่นเดิมอีก เพราะที่นี้มีนายทหารเรือจริงๆ มียศตั้งแต่นายเรือเอกถึงนายนาวาตรีมาเข้าโรงเรียนชั้นสูงจึงต้องเรียกว่า “โรงเรียนนายทหารเรือ” ให้สมกับนักรเยนที่เป็นนายทหารเรือ

92. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 ทร. มีคำสั่งที่ 420/11197 ให้ทราบว่า นายพลเรือเอก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา ผู้สำเร็จราชการกระทรวงทหารเรือ ประชวรพระโรคพระวักกะอักเสบ เสด็จทิวงคต เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2467 เวลา 22.00 น. ณ วังสวนกุหลาบ มีกำหนดไว้ทุกข์ธง 10 วัน และให้ข้าราชการนั้น สัญญาบัตร นายทหารชั้นประทวน นักเรียนโรงเรียนนายเรือ ไว้ทุกข์ชั้น 1 มีกำหนด 30 วัน แต่วันที่ 10 เดือนนี้

ทหารเรือมักจะสูญเสียเจ้านายที่ทรงศักดิ์บ่อยๆ นับว่าดวงชะตาของทหารเรือค่อนข้างแรงอยู่มิฉะนั้นทหารเรือย่อมจะเด่นเร็วเกินไป เพราะเจ้านายทรงศักดิ์ย่อมมีอิทธิพลในทางโฆษณาดีที่สุด ที่จะให้คนทั้งหลายเข้าใจหรือสนใจในทหารเรือได้อย่างดี

อนึ่ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2467 จนปลาย พ.ศ. 2470 ไม่มีการรับสมัครบุคคลภายนอเข้าเป็นนักเรียนเลย ทั้งนี้เนื่องมาจากเศรษฐกิจของประเทศไม่สู้ดี จึงจำต้องประหยัดรายจ่าย พร้อมกันนั้นยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มนายทหารขึ้นอีก เพราะประเทศชาติอยู่ในภาวะปกติ

93. วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ทร. มีคำสั่งที่ 398/2828 ให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประชวรพระโรคโลหิตเป็นพิษในพระอุทรมาตั้งแต่ 12 พ.ย. ศกนี้ ครั้นถึงวันที่ 26 พ.ย. ศกนี้ เวลา 1/45 สวรรคต มีการไว้ทุกข์ธง 3 เดือน ตั้งแต่ 26 เดือนนี้ มีการยิงสลุตหลวงเคารพพระบรมศพเรือละ 22 นัด เวลาเชิญพระบรมศพมายังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กองทัพเรือยิงสลุดรายนาที ๆ ละ 1 นัด แต่การจะเริ่มยิงเวลาใด ให้ฟังเสียงปืนของทหารบกเป็นสำคัญ ข้าราชการชั้นสัญญาบัตรไว้ทุกข์ชั้น 1 มีกำหนด 1 ปี นายทหารชั้นประทวน นักเรียนนายเรือและนายช่างกลใช้ผ้าโปร่งดำพันแขนเสื้อข้างซ้ายอย่างเดียวเท่านั้น
จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาด่วนสวรรคตเสียเช่นนี้ เพราะพระองค์ท่านมีความสนพระราชหฤทัยในทางเรือเป็นอย่างยิ่ง และได้ทรงเคยไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์จึงทรงเข้าพระทยเรื่องทหารเรือดีว่าสำคัญต่อประเทศที่มีฝั่งทะเลเป็นเขตแดนเพียงใด จึงทรงบำรุงทหารเรือออย่างเร่งรีบและยกย่องทหารเรือจนขึ้นเสมออย่าไหล่ของทหารบก แต่ไม่ทรงจะสามารถบังคับบัญชาทหารเรือได้โดยตรง เพราะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงทรงตั้งกรมราชนาวีเสือป่า ส่งนักรเยนมาอาศัยเรียนที่โรงเรียนนายทหารเรือ และขอเรือไปฝึกนายทหาร, นักเรียน ตลอดจนพลราชนาวีเสือป่า ที่ทรงทำเช่นนั้นก็เพราะอึดอัดพระทัยเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ทางเรือ ที่นำทหารเรือก้าวหน้าไปเชื่องช้ามาก เพราะตั้งแต่ไหนมาแล้ว ทหารเรือย่อมมีผู้นำ คือผู้บังคับบัญชาชั้นสูงเป็นผู้ได้ผ่านการทหารบกมาแล้วเกือบทั้งสิ้นความเข้าใจในทางทหารเรือจึงมีน้อยมาก และถึงจะมีเจ้าหน้าที่ประกอบ เช่น เสนาธิการเป็นต้น ก็เป็นผู้หย่อนต่อความสามารถจริง รู้จริง จะมีอยู่เพียงสมัยเดียว คือ สมัยพลเรือเอก กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เท่านั้น แต่ก็เป็นวาสนาของทหารเรืออีก ท่านก็ด่วนสิ้นพระชนม์ไปเสีย ทหารเรือจึงลังเลเปะปะไปตามยถากรรม ในขั้นสุดท้ายก็ถูกกดดันไว้ตลอดมา เพราะผู้สามารถในปฏิญาณ ไหวพริบ ที่จะนำทหารเรือให้เจริญตลอดไปไม่ได้มาเป็นผู้นำ แต่ก็เป็นวาสนาอยู่ที่นายทหารผู้ใหญ่ เป็นผู้ที่ศึกษาฝึกหัดมาแต่ครั้งในกรมหลวงชุมพร พระบุพพาจารย์เป็นหลักยืนมา การทหารเรือจึงได้คงทรงอยู่ แต่ก็ยากที่จะทำให้เจริญได้ทันสมัย

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2468 ทร. มีคำสั่งที่ 432/13428 ให้นักเรียนนายเรือและนายช่างกล ไปถวายบังคมพระบรมศพ รัชกาลที่ 6 ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในวันที่ 11 และ 18 ก.พ. 2468 ในเวลา 14.00 – 16.00 น. มีดอกไม้ธูปเทียนไปด้วย แต่งกายปกติเครื่องขาว รองเท้าบู้ตหนังดำ พันแขนทุกข์เป็นการแสดงความไว้อาลัยและแสดงความกตัญญูกตเวทีในพระเจ้าแผ่นดินของตน

94. วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2472 กระทรวงทหารเรือได้มีคำสั่งที่ 186/07617 ให้ทราบว่า นายนาวาเอก สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ได้เสด็จสิ้นพระชนม์เสียแล้ว โดยประชวร พระโรคพระยักนะอักเสบ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2472 เวลา 16.50 ที่วังปทุมวันนำไปประดิษฐาน ณ ท้องพระโรงวังสวนกุหลาย พระชนม์ 38 พรรษา

ข้าราชการชั้นสัญญาบัตรในราชนาวี ควรไปเฝ้า ที่วังสวนกุหลาบ แต่งกายเต็มยศ หมายเลข 2 ไว้ทุกข์พันแขนเสื้อ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาเรือและสถานที่ในราชนาวี ลดธงไว้ทุกข์มีกำหนด 30 วัน แต่วันที่ 25 เดือนนี้

การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลาฯ ครั้งนี้ย่อมเป็นที่เศร้าโศกแก่ราษฎรเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านพึ่งจะได้ลงมือจัดการในแผนกรักษาพยาบาลไม่นานนัก อาทิมีสร้างตึกพยาบาล และตึกเกี่ยวแก่ทางค้นคว้า และ ฯลฯ กับยังได้ทุนของร็อคเฟลเรอร์ ตลอดจนอาจารย์ชาวอเมริกันที่ทรงคุณวุฒิทางแพทย์ มาช่วยสอนนักเรียนแพทย์และช่วยจัดการเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย เมื่อมาสูญเสียพระองค์ ท่านที่ยังมีพระชนมายุยังน้อยเช่นนี้ นับว่าประเทศชาติได้สูญเสียองค์บุคคลที่สำคัญไปทีเดียว
ส่วนสำหรับทหารเรือนั้น ย่อมต้องเสียดายพระองค์ท่านมากนัก เพราะถ้าพระองค์ท่านยังอยู่แล้ว อาจจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเข้าใจความสำคัญทางทหารเรือได้อย่างดี เพราะพระองค์ท่านสนใจในทางทหารเรือ และสำเร็จการศึกษามาจากราชนาวีเยอรมันเป็นอย่างดียิ่งอยู่แล้ว ย่อมจะต้องพยุงฐานะของทหารเรือไทยในทางห้องกันการรุกรานทางทะเลอยู่นั่นเอง

95. วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2472 ทร. ได้มีคำสั่งที่ 193/08114 ให้ ว่าที่นายเรือตรีหม่อมเจ้าสมรบำเทิง อาภากร ซึ่งศึกษาวิชาอยู่ในราชนาวีอังกฤษสอบไล่ได้จบหลักสูตรแล้ว สวมเสื้อยศว่าที่นายเรือโท

นับว่าราชนาวีไทยมีทหารเรือที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นเจ้านายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะได้เป็นกำลังแก่กองทัพเรือไทยต่อไป

โรงเรียนนายเรือ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระองค์ท่านได้มาสิ้นพระชนม์เสียอีก เมื่อเป็นนายเรือเอก และเจ้านาย พระองค์นี้เรียนวิชาทหารมาอย่างเชี่ยวชาญทัดเทียมกับพระบิดา (นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพรฯ) ทีเดียว เพราะทรงสอบไล่ได้ขั้นเอกเกือบทุกสาขาของวิชาทหารเรืออังกฤษ และทรงอดทนอย่างนักกีฬาที่ดี จึงน่าจะนับได้ว่าทหารเรือไทยออกจะอาภัพอยู่บ้างที่เจ้านายดีๆ มสิ้นพระชนม์เสียหมด

** จบบริบูรณ์ **

คัดลอก เรียบเรียและเพิ่มภาพใหม่จากเรื่องเดิม ประวัติโรงเรียนนายเรือ

ลงพิมพ์ใน หนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

พล.ร.ต. พระยาหาญกลางสมุทร ร.น. (ต.ช.,ต.จ.ว.,ร.ด.ม.,อ.ร.)

(บุญมี พันธุมนาวิน)

เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๗

ได้ความอนุเคราะห์หนังสือจาก ร.ต. สุรพล มีเสถียร

 


มรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับรองความถูกต้องในบทความ ข้อมูล เนื้อหา ภายในส่วนบทความจากสมาชิกนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพ เสียง ซอฟแวร์ การเชื่อมโยง(ลิงค์) และ/หรือ บริการอื่นๆ และจะไม่รับผิดชอบในความผิดพลาดในการใช้เนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้าน การค้า การกระทำ การคาดการณ์ พยากรณ์ การวิจัย และอื่นๆ ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเฉพาะของท่านผู้เขียนแต่ละรายไป ตลอดจนข้อกำหนดทางด้านลิขสิทธิ์ กรณีที่ท่านส่งบทความที่มิได้ขออนุญาตต่อผู้ครองสิทธิ์แท้จริงนำมาลงไว้ภายในเว็บไซด์นี้ ::

 

 

© 2005 Naval Cadet Alumni Relation Club : All rights reserved