:: กลับไปหน้าแรกของ บทความจากสมาชิก ::

100 ปี โรงเรียนนายเรือ ฤาจะเหลือเพียงอนุสรณ์

100 ปี โรงเรียนนายเรือ ฤาจะเหลือเพียงอนุสรณ์


โดย นาวาเอกหญิงพรรณราย เชื้อพิบูลย์

หนังสือ นาวิกศาสตร์ ฉบับเดือนสิงหาคม 2547

 

“วันที่ 20 พฤศจิกายน ร.ศ. 125 เราจุฬาลงกรณ์ ปร. ได้มาเปิดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจซึ่งได้เห็นการทหารเรือมีรากหยั่งลงแล้ว จะเป็นที่มั่นสืบไปในภายหน้า”

 

ข้อความข้างต้นคัดมาจากลายพระราชหัตถเลาขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้ในสมุดเยี่ยมของโรงเรียนนายเรือ เมื่อเสด็จฯ มาทรงเปิดโรงเรียนนายเรือที่พระราชวังเดิมอย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2449 กองทัพเรือจึงจารึกวันนั้นเป็นวันเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของโรงเรียนนายเรือ และในวนที่ 20 พฤศจิกายน 2549 โรงเรียนนายเรือจะมีอายุครบ 100 ปี กองทัพเรือจึงมีโครงการจัดงานวันสถาปนาโรงเรียนนายเรือครบรอบ 100 ปี ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าสมควรเผยแพร่ให้รับทราบทั่วกัน

รำลึกความหลัง

กิจการราชนาวีไทยได้มีการพัฒนามาตามลำดับ จนสมัยรัชการที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ หรือต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นพระองค์แรก จวบจนเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2408 ต่อมาในสมัยรัชการที่ 5 แม้จะมีเจ้านายเป็นผู้บัญชาการทหารเรือก็จริง แต่ก็ต้องว่าจ้างชาวต่างประเทศซึ่งมีความรู้ความสามารถในการทหารเรือ มาเป็นผู้บังคับบัญชาภายในเรือ และเป็นผู้ฝึกหัดศึกษาแก่คนไทย

ใน พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เรื่องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำ เข้ามาที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา อ้างว่าเพื่อคุ้มครองคนและทรัพย์สินของตน ประเทศไทยต้านทานไว้ไม่ไหว จึงถูกปรับและสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายและเกาะในแม่น้ำโขง วิกฤติการณ์ครั้งนั้นสอนให้รู้ว่าประเทศไทยต้องพึ่งตัวเองจะหวังพึ่งชาวต่างชาติที่รับราชการอยู่นั้นไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ไปศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษเป็นพระองค์แรก ระหว่างที่พระองค์ทรงกำลังศึกษาอยู่นั้นในประเทศไทยโดยกรมทหารเรือก็เริ่มจัดให้มีการฝึกสอนวิชาการทหารเรือ โดยตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารเรือ และโรงเรียนนายสิบทหารเรือใน พ.ศ. 2438 โดยใช้ศาลาการเปรียญวัดวงศมูลวิหาร (ปัจจุบันอยู่ในกรมอู่ทหารเรือ) ส่วนครูก็ใช้ฝรั่งชาวเดนมาร์ก ที่รับราชการอยู่ในกรมทหารเรือเป็นผู้ฝึกสอน

ใน 15 เมษายน 2441 หรือ ร.ศ. 117 มีการจัดตั้งโรงเรียนนายเรือเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อว่าโรงเรียนนายทหารเรือ เนื่องจากยังไม่มีสถานที่ตั้งเป็นทางการ จึงใช้เรือพระที่นั่งมหาจักรี (ลำแรก) เป็นสถานที่ฝึกหัดศึกษา ต่อมาย้ายไปเรียนที่เรือหลวงมูรธาวสิตสวัสดิ์บ้าง เรือหลวงพาลีรั้งทวีปบ้าง และเรือหลวงสุครีพครองเมืองบ้างตามแต่โอกาส การเรียนอยู่ในบังคับบัญชาของ นาวาโทเดอร์ลินชาวเดนมาร์ก ท่านจึงเป็นผู้บังคับบัญชาคนแรกของโรงเรียนนายเรือ

เนื่องด้วยเรือที่ใช้ทำการฝึกสอนต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ และไม่ได้จอดประจำที่ไม่สะดวกในการฝึกศึกษา ใน พ.ศ. 2443 จึงย้ายที่เรียนจากเรือขึ้นบก ณ นันทอุทยานซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่กรมทหารเรือ ในปีเดียวกันนั้นเอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังเดิม ให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนนายเรือ

ใน พ.ศ. 2445 กรมทหารเรือต้องการนันทอุทยาน แต่อาหารในพระราชวังเดิมยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงตกแต่งโรงเรียนนายเรือจึงต้องย้ายจากนันทอุทยานไปอยู่ที่สุนันทาลัย ปากคลองตลาด (ปัจจุบันคือ โรงเรียนราชินี) เป็นการชั่วคราว เมื่อการปรับปรุงตกแต่งเรียบร้อยแล้วโรงเรียนนายเรือจึงย้ายจากสุนันทาลัยมาอยู่ที่พระราชวังเดิม ใน พ.ศ. 2446 มีการปกครองนักเรียนตามระบบแบบกองร้อยทหารบก และเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า กองโรงเรียนนายเรือ

ใน พ.ศ. 2448 ต้องถือว่าเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ของโรงเรียนนายเรือ เมื่อพลเรือตรี กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ทรงได้รับตำแหน่งเป็นเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรืออีกตำแหน่งหนึ่ง พระองค์ได้ทรงแก้ไขระเบียบในกองโรงเรียนนายเรือทั้งหมดเปลี่ยนระบบแบบกองร้อยมาเป็นระบบแบบเรือ เพิ่มชั้นการศึกษาของโรงเรียนนายเรือจาก 4 ชั้น เป็น 5 ชั้น และปรับปรุงวิชาเรียน

กระทั่งวันที่ 20 พฤศจิกายน 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ และพระราชทานลายพระราชหัตถเลาขาไว้ในสมุดเยี่ยมดังข้อความข้างต้น

โรงเรียนนายเรือได้ใช้พระราชวังเดิมเป็นที่ผลิตนายทหารเรือมาหลายปี จนวันที่ 22 พฤษภาคม 2486 พลเรือตรี หลวงเจริญราชนาวา รองผู้บัญชาการทหารเรือได้วางศิลาฤกษ์ตึกบังคับการกองโรงเรียนนายเรือ ที่เกล็ดแก้ว จังหวัดชลบุรี ซึ่งทางราชการจัดเตรียมไว้ให้เป็นที่ตั้งถาวรของกองโรงเรียนนายเรือต่อไป แต่ใน พ.ศ. 2487 กรุงเทพฯ และธนบุรีถูกภัยทางอากาศคุกคามอย่างหนัก จากสงครามมหาเอเชียบูรพา โรงเรียนนายเรือจึงย้ายไปอยู่ที่สัตหีบชั่วคราว ซึ่งเวลานั้นเป็นที่ตั้งมณฑลทหารเรือ ที่ 2 ปัจจุบัน คือ ฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง โรงเรียนนายเรือจึงย้ายจากสัตหีบไปอยู่ตึกถาวรที่ทางการสร้างเตรียมไว้แล้วใน พ.ศ. 2489

ใน พ.ศ. 2495 กองโรงเรียนนายเรือย้ายที่ตั้งจากเกล็ดแก้ว มาอยู่ที่ป้อมเสือซ่อนเล็บ จังหวัดสมุทรปราการ แลกเปลี่ยนสถานที่กับโรงเรียนชุมพลทหารเรือ เหตุผลที่ย้ายก็เพื่อสะดวกแก่การหาครูอาจารย์ไปสอนได้ง่าย เพราะอยู่ใกล้หน่วยกลาง มีการสร้างอาคารขึ้นใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับการเรียนการสอน สร้างโรงเลี้ยงอาหารและโรงพยาบาลพร้อมถนนคอนกรีตสายริมน้ำ รื้อถอนบ้านพักนายทหารแล้วย้ายไปปลูกทางด้านเหนือเพื่อสร้างอาคารเรียน พ.ศ. 2500 สร้างอาคารเรียนวิชาดาราศาสตร์ มีการติดตั้งท้องฟ้าจำลองและกล้องโทรทัศน์สำหรับตรวจดาวด้วย และควรภาคภูมิใจว่า อาคารนี้เป็นหอดาราศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย

แม้โรงเรียนนายเรือจะย้ายจากเกล็ดแก้วมาอยู่สมุทรปราการแล้ว แต่นโยบายกองทัพเรือระหว่าง พ.ศ. 2501 – 2505 จะให้ย้ายโรงเรียนนายเรือไปอยู่เกล็ดแก้วตามเดิม จึงไม่มีการก่อสร้างอาคารใด ๆ เพิ่มเติมจนกระทั่ง พ.ศ. 2506 ที่ประชุมหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งมี พลเรือเอกสวัสดิ์ ภูติอนันต์ ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธาน ที่ประชุมลงมติกำหนดที่ตั้งถาวรของโรงเรียนนายเรือที่สมุทรปราการ จึงเริ่มก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ขึ้นใหม่ ระหว่าง พ.ศ. 2506 – 2507 ได้แก่ อาคารเรียนขนาดยาว 60 เมตร กว้าง 11 เมตร และอาคารนอนขนาดเดียวกัน อาคารกองบังคับการ หอประชุม และส่วนหนึ่งของอาคารนอน เพื่อต่อกับอาคารเรียนและอาคารนอนที่สร้างไว้แล้วให้สมบูรณ์รวมราคาทั้งสิ้นประมาณ 15 ล้านบาท

ใน พ.ศ. 2507 ได้อัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสร้างด้วยเงินทุนของนาวาตรี หลวงนิเทศกลกิจ (กลาง โรจนเสนา) ตั้งแต่ครั้งโรงเรียนนายเรือ ยังอยู่ที่เกล็ดแก้ว มาประดิษฐานบนพระแท่นหน้าอาคารกองบังคับการ

นอกจากนั้นได้สร้างประตูกลางและกำแพงด้านถนนสุขุมวิทเฉพาะทางซึกเหนือ กำแพงนี้ออกแบบให้คล้ายคลึงกับกำแพงป้อมวิชัยประสิทธิ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าครั้งหนึ่ง โรงเรียนนายเรือเคยอยู่ที่พระราชวังเดิม
หลังจากนั้น ก็มีการรื้อและก่อสร้างซ่อมแซม และปรับปรุงอาคารต่าง ๆ จนโรงเรียนนายเรือมีสภาพดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

ภาพถ่ายจากดาวเทียมของโปรแกรม Google Earth

ฉลอง 100 ปี

เมื่อรากแก้วรากนี้ได้หยั่งรากมาถึง 100 ปี สมควรจัดงานรำลึกถึงวันสำคัญนี้ โรงเรียนนายเรือจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดงานวันสถาปนาโรงเรียนนายเรือครบรอบ 100 ปี ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 แต่คณะกรรมการชุดนี้ได้พ้นหน้าที่แล้ว เมื่อกองทัพเรือมีคำสั่ง (เฉพาะ) ที่ 467/2546 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2546 แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดงานวันครบรอบ 100 ปี โรงเรียนนายเรือ ประกอบด้วยกรรมการ 3 ท่าน มีผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานโดยตำแหน่ง และคณะกรรมการคณะนี้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดงานวันครบรอบ 100 ปี โรงเรียนนายเรือเพิ่มเติม ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 มีการแต่งตั้งรองเสนาธิการทหารเรือเป็นรองประธานกรรมการและหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือเป็นกรรมการ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ 10 คณะ

ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ผู้เขียนและผู้แทนกองวิชาต่าง ๆ ของฝ่ายศึกษา โรงเรียนนายเรือต้องเข้าประชุมด่วน โดยมีรองหัวหน้าฝ่ายศึกษาเป็นประธานเนื่องจากคณะอนุกรรมการศึกษาโครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงอาคารสถานที่ ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการหนึ่งของคณะกรรมการเตรียมการจัดงานวันครบรอบ 100 ปีโรงเรียนนายเรือเพิ่มเติม แจ้งว่ามีแผนรื้อถอนอาคารต่าง ๆ โดยไม่มีการสร้างอาคารใหม่ทดแทน ประธานที่ประชุมจึงต้องการให้กองวิชาต่าง ๆ พิจารณาสถานที่ที่จะย้ายไปอยู่แทนอาคารเดิม เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการต่อไป

การประชุมครั้งนั้นเป็นการประชุมครั้งแรกที่ผู้เขียนเริ่มรับทราบเกี่ยวกับการจัดงานวันครบรอบ 100 ปี โรงเรียนนายเรือซึ่งกระทบใจผู้เขียนและข้าราชการโรงเรียนนายเรือทั้งหลาย เพราะไม่ทราบความเป็นมาเป็นไปว่า เหตุใดจึงต้องมีการรื้อถอนอาคารซึ่งอยู่ในสภาพดีแล้วย้ายกองวิชาการต่าง ๆ ไปแออัดอยู่ตามอาคารต่าง ๆ

ต่อมาใน 26 กุมภาพันธ์ 2547 รองเสนาธิการโรงเรียนนายเรือในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการเตรียมการจัดงานวันครบรอง 100 ปี โรงเรียนนายเรือ เชิญหน่วยต่าง ๆที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการปรับปรุง/ก่อสร้างอาคารสถานที่ และภูมิทัศน์ภายในโรงเรียนนายเรือ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีโรงเรียนนายเรือ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นต้องรื้อ / ทุบอาคารบางแห่งและจะไม่สร้างอาคารใหม่ทดแทน โดยคณะกรรมการเตรียมการจัดงานวันครบรอบ 100 ปีโรงเรียนนายเรือ ขอให้โรงเรียนนายเรือ เตรียมการกำหนดพื้นที่ใช้สอยของอาคารต่าง ๆ ใหม่ ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้ดังเดิม โดยมีแนวทางปฏิบัติแยกเป็น 3 งาน ดังนี้

1. งานรื้อทุบอาคาร ประกอบด้วยอาคารนอน 1 อาคารเรียน 2 อาคารเรียน 4 กลุ่มอาคารกองโรงงาน คลังพลาธิการกองเครื่องช่วยการศึกษา โรงสูบน้ำ และโรงฝึกการเรือ

2. งานปรับปรุงอาคารต่าง ๆ ประกอบด้วย อาคารเรียน 3 (จะปรับจากอาคาร 3 ชั้น เป็นอาคารชั้นเดียว เพื่อเป็นหอประวัติศาสตร์ 100 ปี) อาคารเรียน 6 และอาคารเรียน 10

3. งานปรับปรุงภูมิทัศน์ มี 3 งานคือ รั้วด้านถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ประตูด้านทิศเหนือจนสุดอาคารกองบัญชาการโรงเรียนนายเรือด้านทิศใต้จะทำเป็นรั้วโปร่ง ส่วนรั้วด้านอาคารนอนนักเรียนจะคงสภาพเดิม สร้างประตูและถนนเข้าออกใหม่ ให้ตรงกับหอดาราศาสตร์และจะย้าย พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปประดิษฐานบริเวณด้านข้างหอดาราศาสตร์ และปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณนี้ทั้งหมด

ภาพแสดงภูมิทัศน์โรงเรียนนายเรือในปัจจุบัน (พ.ศ. 2549)

ภาพแสดงภูมิทัศน์โรงเรียนนายเรือหลังการปรับปรุงแล้ว

แม้ผู้เขียนไม่ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ แต่ในฐานะข้าราชการโรงเรียนนายเรือ จึงมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ และที่สำคัญผู้เขียนคิดว่า เป็นหน้าที่ของข้าราชการโรงเรียนนายเรือทุกคนต้องแสดงความคิดเห็นต่อโครงการดังกล่าว การแสดงความคิดเห็นต่อโครงการนี้ไม่สมควรสงวนไว้ เฉพาะข้าราชการที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือเท่านั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงว่า ข้าราชการที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย และข้าราชการชั้นประทวน รับราชการที่โรงเรียนนายเรือนานกว่าข้าราชการที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือที่มาประจำการที่นี่ จึงมีความรักความผูกพันในสถานบันแห่งนี้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนอกจากนี้ นายทหารที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือระดับผู้อำนวยการกองและรองผู้อำนวยการกองได้แสดงทัศนคติที่ฟังแล้วสะท้อนใจว่า “เดี๋ยวผมก็ย้ายแล้ว” จึงไม่ต้องได้รับผลกระทบใด ๆ จากการรื้ออาคาร

เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับพื้นที่โรงเรียนนายเรือได้เห็นภาพ ผู้เขียนจะสรุปการใช้พื้นที่ใช้สอยของโรงเรียนในปัจจุบัน ดังนี้ เมื่อท่านเข้าประตูด้านหน้าของโรงเรียนจะเป็นอาคารกองบัญชาการมีพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่หน้าอาคารตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ด้านซ้ายเป็นพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งย้ายมาจากบริเวณสนามริมแม่น้ำด้านอาคารนอน นักเรียนประมาณ 7 ปีก่อน ด้านซ้ายของอาคารกองบัญชาการ เริ่มจากอาคารนอน 1 ซึ่งสร้างระหว่าง พ.ศ. 2506 – 2507 เป็นส่วนของนักเรียนนายเรือประกอบด้วยอาคารนอน 5 หลัง และโรงอาหาร ส่วนด้านซ้ายเริ่มจากอาคารเรียน 2 ซึ่งสร้างรุ่นเดียวกับอาคารนอน 1 เป็นส่วนของการศึกษา คลังพลาธิการ หมวดดุริยางค์ กองโรงงาน และห้องสมุด จะเห็นว่าการวางแผนผังพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วนชัดเจน และสมดุลโดยมีอาคารกองบัญชาการเป็นหลัก

สดใส โปร่างสบาย ...จริงหรือ

ใน 18 มิถุนายน 2547 ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมการใช้งบประมาณในการปรับปรุงภูมิทัศน์ของโรงเรียนนายเรือร่วมกับกรมช่างโยธาทหารเรือทำให้ทราบว่า คณะกรรมการเตรียมการจัดงานวันครบรอบ 100 ปี โรงเรียนนายเรือมีแนวความคิดว่า ต้องการรื้ออาคารเพื่อปรับปรุงผังและภูมิทัศน์ของโรงเรียนนายเรือให้ “สดใส โปร่งสบาย ไม่ทำให้สภาพเลวลงไปกว่าเดิม” โดยใช้งบประมาณ 28,813,300.- บาท แต่ข้อเท็จจริงสภาพดังกล่าวเป็นเพียงสภาพที่มองสถานที่ภายนอกอาคารเท่านั้นหากมองลึกลงไปตามอาคารต่างๆ จะพบสภาพที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่นอาคารเรียน 3 เป็นอาคาร 3 ชั้น มีสภาพมั่นคงแข็งแรงเป็นที่ทำการของกองวิชา 5 กอง ห้องทำงานศาสตราจารย์ฝ่ายศึกษา 1 ห้อง ห้องเรียนขนาด 15 คน จำนวน 1 ห้อง และห้องทำงานอาจารย์ชาวต่างประเทศ อาคารนี้จะถูกรื้อเป็นอาคาร 1 ชั้น เพื่อเป็นหอประวัติศาสตร์ ก่องวิชาต่าง ๆ ที่รอดพ้นจากการรื้ออาคาร เช่น อาคารเรียน 6 โดยปรับพื้นที่ที่ใช้ในกิจการห้องสมุดมาเป็นที่ทำงานของกองวิชาต่างๆ ต้องย้ายไปเล็กกว่าพื้นที่เดิมมากเกิดความแออัดอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้สภาพของห้องบางห้องที่ต้องย้ายไปอยู่ไม่มีวัตถุประสงค์ให้เป็นห้องทำงานของกองวิชา เช่น เป็นห้องกระจก อยู่มุมอับ ไม่มีหน้าต่างเปิดรับอากาศภายนอก คงต้องมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ แต่ขณะเดียวกันก็มีนโยบายให้ประหยัดพลังงาน แล้วกองวิชานั้น ๆ จะทำงานกันอย่างไร

ภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังการปรับปรุง

ห้องสมุดและสถาบันการศึกษาเป็นของคู่กัน สถาบันใดมีการจัดการห้องสมุดดี มีหนังสือและเอกสารให้ค้นคว้าหลากหลาย มีบรรยากาศเชิญชวนให้เข้าไปแสวงหาความรู้ ย่อมเป็นเครื่องหมายแสดงว่าสถาบันการศึกษานั้นให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจังแต่การปรับปรุงผังโรงเรียนนายเรือใหม่กลับลดความสำคัญของห้องสมุดลง

ประมาณ 2 ปีก่อน ช่วยที่ผู้เขียนย้ายมาโรงเรียนนายเรือ ทราบมาว่ามีการสำรวจสภาพอาคารเรียน 5 ซึ่งเป็นอาคารกองวิชาฟิสิกส์และเคมี มีห้องปฏิบัติการเคมีและห้องเรียน พบว่าอาคารมีฐานรากไม่มั่นคงอาจเป็นอันตรายได้ แต่การจัดผังโรงเรียนนายเรือ 100 ปี อาคารนี้ กลับมีสภาพแข็งแรงสามารถรองรับกองวิชาการอาวุธและยุทธวิธี คลังพลาธิการ และกองเครื่องช่วยการศึกษา ซึ่งมีอาวุธ อุปกรณ์ และตำราต่าง ๆ ซึ่งมีน้ำหนักมากเข้าไปอยู่ได้ ส่วนอาคารเดิมของหน่วยนั้น ๆ ซึ่งแข็งแรงมั่นคงกลับรื้อออก

นอกจากนี้ ยังมีแผนรื้อรั้วด้านถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ประตูด้านทิศเหนือจนสุดอาคารกองบัญชาการเป็นรั้วโปร่ง ส่วนรั้วด้านอาคารนอนนักเรียนจะคงสภาพเดิมคงแลดูลักลั่น แล้วสร้างประตูและขยายถนนเข้า-ออกใหม่ตรงกับหอดาราศาสตร์และจะย้ายพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปประดิษฐานบริเวณด้านข้าง เพียงเพื่อต้องการให้คนภายนอกมองเห็นทัศนียภาพ จากถนนโล่งตลอดถึงแม่น้ำ และบริเวณอนุสรณ์สถานชัดเจน โดยไม่คำนึงว่า การสร้างประตูเข้า – ออกใหม่กลับเป็นการทำให้การวางอาคารไม่สมดุล แลเห็นอาคารเป็นหย่อม ๆ และกำแพงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของโรงเรียนนายเรือนี้มีประวัติความเป็นมา คือ ออกแบบให้คล้ายคลึงกับกำแพงป้อมวิชัยประสิทธิ์เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่า ครั้งหนึ่งโรงเรียนนายเรือเคยอยู่ที่พระราชวังเดิมและเพื่อให้รำลึกว่าบริเวณนี้เดิมเป็นป้อมเสือซ่อนเล็บ หากเปลี่ยนเป็นรั้วโปร่งก็คงไม่ต่างจากรั้วบ้านของผู้มีฐานะดีทั้งหลาย
ด้วยนโยบายของกองทัพเรือในปีการศึกษา 2547 ให้รับนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือรวมตำรวจน้ำ จำนวน 65 คน ลดลงจากปีก่อน ๆ เกือบร้อยละ 50 โรงเรียนนายเรือจึงยึดถือเลข 65 เป็นเกณฑ์พิจารณาให้รื้อถอนอาคารต่าง ๆ แล้วจัดพื้นที่ใช้สอยใหม่ โดยไม่มีการรักษารูปแบบการจัดแยกพื้นที่ใช้สอยให้เป็นสัดส่วนเหมือนเดิม เช่น ย้ายหมวดดุริยางค์ไปอยู่อาคารนอน 3 ที่จะว่างลงกลายเป็นนำที่ทำงานไปปะปนกับอาคารนอนในขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนทราบว่ารัฐบาลมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ให้โรงเรียนนายเรือจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนักเรียนพาณิชย์นาวี โดยเรียนร่วมกันตั้งแต่โรงเรียนเตรียมทหาร จำนวนไม่เกิน 40 คน หากในปีการศึกษา 2548 โรงเรียนนายเรือมีนโยบายรับนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพเรือ รวมตำรวจน้ำจำนวน 65 คน เท่ากับปีการศึกษานี้รวมกับนักเรียนพาณิชย์นาวี จำนวน 40 คน จำนวนนักเรียนทั้งหมดก็ไม่ต่างไปจากจำนวนนักเรียนในปีการศึกษาก่อนๆ ซึ่งยังจำเป็นต้องใช้ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ และอาคารนอน ที่กำลังจะถูกรื้อทิ้งตามโครงการดังกล่าว

ทางเลือกฉลอง 100 ปี

หากคณะกรรมการเตรียมการจัดงานวันครบรอบ 100 ปี โรงเรียนนายเรือประสงค์ให้โรงเรียนนายเรือ “สดใส โปร่งสบาย” ผู้เขียนขอเสนอทางเลือกโดยไม่ต้องรื้ออาคารให้ข้าราชการต้องเสียขวัญและกำลังใจแล้วนำงบประมาณ 28 ล้านกว่าบาทมาดำเนินการ ดังนี้

1. ปรับปรุงสภาพห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ ห้องประชุมอาคารเรียน 10 อุปกรณ์การเรียนการสอนให้ทันสมัยเพื่อให้สมกับเป็นสถาบันการศึกษาหลักของกองทัพเรือพร้อมที่จะแสดงศักยภาพด้านการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไป ไม่อายใคร ผู้เขียนเคยฟังรายการวิทยุเกี่ยวกับโครงการโรงเรียนฝัน แขกรับเชิญเล่าถึงโรงเรียนบางละมุง จังหวัดชลบุรี ว่า มีการพัฒนาไปไกลมาก เช่น ห้องปฏิบัติการภาษาจัดทำเป็นระบบมัลติมีเดีย แล้ว โรงเรียนนายเรื่องของเราละ?

2. ปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียนนายเรือทั้งหมด โดยเก็บรักษาต้นไม่ใหญ่ไว้ เช่น ต้นประดู่ ต้นจามจุรี ต้นกระทิง ต้นมะขวิด เป็นต้น ผู้เขียนเชื่อว่าที่ใดมีต้นไม้ใหญ่ย่อมแสดงถึงความร่มเย็นของที่นั่น และความยืนยาวมั่นคงของสถาบัน แล้วจัดทำสวนหย่อมให้สวยงามไม่ปล่อยให้รกรุงรัง เช่นปัจจุบัน

3. ทาสีอาคาร ปรับปรุงสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมให้อยู่ในสภาพดี เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนการสอน โดยเฉพาะห้องน้ำตามอาคารต่าง ๆ ชำรุดทรุดโทรมมากสมควรแก่เวลาปรับปรุงทั้งหมด

4. ควรกำหนดให้ปี 2549 เป็นปีแห่งการพัฒนาการเรียนรู้ โดยจัดการสัมมนาทางวิชาการหรือการอภิปรายร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ตลอดทั้งปีเพื่อเปิดโลกทัศน์และสร้างความกระตือรือร้นแก่ข้าราชการ ครู อาจารย์ และนักเรียนนายเรือ กรณีนี้ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงการสัมมนาซึ่งเชิญวิทยากรจากภายนอกมาบรรยายให้ฟัง เพราะโรงเรียนนายเรือจัดการสัมมนาเช่นนี้เป็นประจำอยู่แล้วแต่ผู้เขียนหมายถึง การสัมมนาหรือการอภิปรายที่โรงเรียนนายเรือจัดบุคลากรเข้าร่วมดำเนินการอภิปรายด้วย หรืออาจมีการจัดการแข่งขันโต้วาทีระหว่างนักเรียนเพื่อสร้างปฏิภาณ ไหวพริบ และมีรางวัลเป็นสิ่งตอบแทน

5. เนื่องจากโรงเรียนนายเรือยังไม่เคยมีโครงการวิจัยต่าง ๆ ออกสู่สายตาสาธารณชน สมควรเร่งให้มีการทำโครงการวิจัย เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการเรียนการสอนของโรงเรียน

6. จัดกิจกรรมเพื่อสังคมและชุมชน เช่น การบริการความรู้สู่ชุมชนการจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อสถาบันนี้

7. ย้ายพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ไปไว้ ณ สถานที่เดิมที่เคยประดิษฐานด้านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อความสง่างามและเป็นสิริมงคลแก่ชาวเรือที่แล่นเรือผ่านเข้าออกแม่น้ำและเป็นสัญลักษณ์ว่าพื้นที่แห่งนี้คือโรงเรียนนายเรือ

ข้อเขียนนี้มีเจตนารมณ์เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อการจัดงานวันครบรอบ 100 ปี โรงเรียนนายเรืออย่างบริสุทธิ์ใจและสะท้อนความรู้สึกของข้าราชการโรงเรียนนายเรือ

 


ชมรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ | Naval Cadet Alumni Relation Club

มรมศิษย์เก่านักเรียนนายเรือสัมพันธ์ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับรองความถูกต้องในบทความ ข้อมูล เนื้อหา ภายในส่วนบทความจากสมาชิกนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพ เสียง ซอฟแวร์ การเชื่อมโยง(ลิงค์) และ/หรือ บริการอื่นๆ และจะไม่รับผิดชอบในความผิดพลาดในการใช้เนื้อหาดังกล่าวข้างต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้าน การค้า การกระทำ การคาดการณ์ พยากรณ์ การวิจัย และอื่นๆ ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลเฉพาะของท่านผู้เขียนแต่ละรายไป ตลอดจนข้อกำหนดทางด้านลิขสิทธิ์ กรณีที่ท่านส่งบทความที่มิได้ขออนุญาตต่อผู้ครองสิทธิ์แท้จริงนำมาลงไว้ภายในเว็บไซด์นี้ ::

 

 

© 2005 Naval Cadet Alumni Relation Club : All rights reserved